ว่าอย่าได้ประมาท หากเจ้าแพ้ คอยดูว่าข้าจะสั่งสอนเจ้าเช่นไร”
“ขอรับ ๆ”
แม้หยางเหยียนจะพยักหน้า แต่แววตาที่แสดงความดูแคลนนั้นก็ยากจะปิดบัง ไม่ใช่เขาแค่คนเดียว แต่ผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับหยางเหยียนก็ต้องคิดเช่นนี้ มันเป็นเช่นนี้มาแต่โบราณกาล เมื่อเห็นว่านานแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหว หยางหลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
“พวกสตรีใต้บังคับบัญชาของเจ้าหนูตระกูลหลี่คงกลัวจนไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากระมัง”
เสิ่นจงมองไปทางประตูเมือง พูดอย่างเชื่องช้า
“คงไม่ถึงขนาดนั้น”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้นที่ประตูเมือง หยางหลินและเสิ่นจงมองไปตามเสียง เห็นเงาร่างกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากประตูเมืองแต่ไกล
“มาแล้ว”
เสิ่นจงว่า
“กล้ามาจริง ๆ ด้วย”
หยางหลินเอ่ย
หยางเหยียน “ฮึ”
… ประตูเหนือของด่านฟู่เฟิง หลี่เต้าขี่ม้านำหน้าอยู่ด้านหน้าสุด หลิวซิ่วเอ๋อร์ตามมาติด ๆ ถัดไปด้านหลังคือคนที่เหลือ ยังไม่ทันถึงนอกประตูเมือง หลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ก็เห็นทหารที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทางแน่นขนัดเสียแล้ว ในชั่วขณะนั้น ลมหายใจของพวกนางทั้งหมดก็พลันสับสนวุ่นวายขึ้นมา สถานการณ์ยิ่งใหญ่เช่นนี้ พวกนางไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกนางเป็นตัวละครหลักในสถานการณ์นี้ด้วย ความกดดันในใจก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก หลี่เต้าสังเกตเห็นความผิดปกตินี้อย่างว่องไว จึงเอ่ยปลอบว่า
“ผ่อนคลายเถอะ ไม่ต้องตื่นเต้น หากแค่สถานการณ