ได้ ส่วนข้าตอนนั้นก็เป็นเพราะเมืองอวิ๋นฉียังต้องการคนเฝ้าประตูเมือง มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
ทหารยามราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขามองหน้าหลี่เต้าแล้วอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อด้วย
“ข้านึกขึ้นมาได้แล้ว ตอนนั้นเจ้ายังสัญญาว่าเมื่อได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้วจะช่วยเหลือข้า ตอนนี้ดูท่าน้องชายเจ้าคงต้องผิดคำพูดแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ทหารยามก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และอาจเพราะกลัวว่าจะทำร้ายจิตใจหลี่เต้า จึงค่อย ๆ หยุดหัวเราะแล้วถอนหายใจพูด
“น้องชาย เจ้าอย่าได้ถือสาเลย ข้าก็ไม่ได้มีความหมายอื่นใด เจ้าไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็นับว่าดีแล้ว หากคนตายไป ทุกสิ่งก็สูญสิ้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เต้าก็นึกถึงคำพูดที่ทั้งสองเคยคุยกันในตอนนั้น
“แม่ทัพใหญ่หรือ?”
ตามเกณฑ์การประเมินแม่ทัพใหญ่ของต้าเฉียน แม่ทัพผู้บัญชาการสูงสุดของแต่ละเมืองล้วนสามารถเรียกว่าแม่ทัพใหญ่ได้
ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้เสิ่นจงเคยเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอวิ๋นโจว เพียงแต่ผู้คนมักเรียกว่าแม่ทัพเสิ่นโดยละคำว่าใหญ่ออกไป
ปัจจุบัน หยางหลินก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอวิ๋นโจว
ส่วนหลี่เต้า แม้ตอนนี้จะไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่เคยเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของด่านฟู่เฟิง ก็นับว่าเคยเป็นแม่ทัพใหญ่มาแล้ว
พอคิดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็มองไปที่ทหารยามประตูเมืองแล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“แล้วถ้าข้าได้เป็นแม่ทัพใหญ