งถามว่า
“ขออภัย นี่คือขบวนของท่านรองแม่ทัพหลี่แห่งกองทัพเจิ้นเป่ยใช่หรือไม่”
หลี่เต้าขมวดคิ้วถามว่า “ท่านคือผู้ใด”
ดวงตาของชายวัยกลางคนเปล่งประกายขึ้นมาก่อนตอบว่า
“ข้าคือชุยฮ่าว เจ้าเมืองอวิ๋นฉี ท่านคือรองแม่ทัพหลี่ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
เสียงของหลี่เต้าเพิ่งจะขาดคำ
ในชั่วขณะถัดมา ก็มีเสียงดังตุ้บ
ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เต้าทันที พร้อมก้มศีรษะลงต่ำ
เมื่อชุยฮ่าวคุกเข่า เหล่าขุนนางจากเมืองอวิ๋นฉีที่อยู่เบื้องหลังเขาก็พากันคุกเข่าตาม
เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น หลี่เต้าก็ตะลึงไปชั่วครู่
จากนั้นรีบลงจากม้าเดินเข้าไปประคองอีกฝ่ายขึ้น พลางถามว่า
“ท่านเจ้าเมืองชุย เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้?”
“ข้าน้อยขอกราบขอบพระคุณท่านแทนชาวเมืองเมืองอวิ๋นฉี หากไม่มีท่าน เมืองอวิ๋นฉีคงไม่เหลืออยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เต้าก็รู้สึกประหลาดใจ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกผุดขึ้นมาในใจ
จากนั้นจึงค่อย ๆ กล่าวว่า
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ ในฐานะทหารแห่งอวิ๋นโจว นี่เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว”
เขาเงยหน้ามองกลุ่มคนเบื้องหลังชุยฮ่าว แล้วพูดต่อ
“พอเถอะ พวกท่านลุกขึ้นได้แล้ว”
ในกลุ่มคนไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงสายตาที่จับจ้องไปที่ชุยฮ่าว จนกระทั่งเห็นชุยฮ่าวพยักหน้า ทุกคนจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น
ในตอนนั้นเอง หลี่เต้าสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของชุยฮ่าว
จากนั้นจึงมองไปยังเหล่าขุนนางเมืองอวิ๋นฉีที่อยู่เบื้องหลัง