รกับที่เจ้าพูดถึงการรวมกองทัพด้วย”
“แน่นอนว่าเกี่ยว เพราะข้าเตรียมจะสร้างกองกำลังทหารม้าเกราะหนักสามพันนาย แต่เดิมคิดจะชวนเจ้าเข้าร่วม แต่ในเมื่อเจ้าต้องการแยกตัวเป็นอิสระ ก็ช่างเถอะ”
ในชั่วขณะถัดมา หลี่เต้ารู้สึกว่ามือของเว่ยอวิ๋นที่วางบนบ่าคลายออก แล้วต้นขาของเขาก็รู้สึกแน่นขึ้นมา
เมื่อก้มหน้ามอง เขาก็พบว่าเว่ยอวิ๋นกอดต้นขาของเขาเอาไว้เสียแล้ว
“หัวหน้า พี่ใหญ่ ท่านน่าจะบอกข้าแต่แรก”
เว่ยอวิ๋นกล่าวอย่างเด็ดขาด
“ค่ายเว่ยอู่ข้าไม่ต้องการแล้ว ท่านอย่าได้ทิ้งข้าไป”
เว่ยอวิ๋นมิใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของหลี่เต้าเป็นอย่างดี ชัดเจนว่านี่คือการดึงเขาเป็นคนสนิท
ยามนี้แม้แต่คนโง่ก็ย่อมรู้ว่าควรเลือกเช่นไร
เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หลี่เต้าก็สามารถก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ หากเวลาผ่านไปอีกสักหน่อย ต้องเหินเวหาสู่ความสำเร็จแน่
ดังนั้นมีเพียงทางเดียว เกาะขาใหญ่ให้แน่นก็พอ
“เจ้าแน่ใจว่าไม่ต้องการแล้ว?”
หลี่เต้าเอ่ย
“ไม่ต้องการแล้ว”
เว่ยอวิ๋นส่ายหน้า
“งั้นลุกขึ้นเถิด”
เว่ยอวิ๋นถาม
“ท่านตกลงแล้วหรือ?”
หลี่เต้าพยักหน้า
“ตกลงแล้ว”
ไม่นานหลังจากนั้น หลี่เต้าก็เรียกเสวียปิงมา สั่งให้พาตัวเว่ยอวิ๋นและคณะไป
ตอนที่เขากลับมาถึงจวนแม่ทัพ เพิ่งก้าวเข้าไปในจวน ก็ได้ยินเสียงปะทะกันดังไม่หยุด
หลังจากเดินเข้าไปในลานบ้าน เขาก็เห็นเงาร่างสองคนกำลังปะทะกันบนพื้นหิมะ
สองคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหยางหลินและเสิ่นจ