อะ ไปดูว่าผู้ส่งสารจากเมืองหลวงนำพระราชโองการอะไรมาให้พวกเรา”
“อืม”
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองก็มาถึงด้านนอกจวนแม่ทัพใหญ่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น เมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็เห็นร่างที่สวมหมวกปีกกว้างและเสื้อคลุมยาวควบม้ามาตามถนน
ม้าหยุดลงพอดีตรงหน้าหลี่เต้าและหยางหลิน
ร่างนั้นกระโดดลงจากหลังม้า ถอดหมวกปีกกว้างและเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้า
เมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน หลี่เต้าและหยางหลินต่างนึกคำ ๆ หนึ่งขึ้นมาในใจ
ขันทีจากวังหลวง
บุรุษผู้นั้นสวมหมวกสามภูเขา อาภรณ์แพรสีแดงงดงาม แม้จะดูเป็นชายวัยสามสิบกว่าปี แต่ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งมีสีเลือดฝาด ดวงตาเป็นประกายยิ้มแย้ม เพิ่มความอ่อนโยนให้กับบุคลิกของเขา
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง สายตาก็จับจ้องไปที่หยางหลินเป็นอันดับแรก
เขาค้อมกายคำนับทันที “จ้าวอี้ขอคารวะท่านไท่ผิงกง”
จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปยังหลี่เต้าผู้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหยางหลิน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ขออนุญาตถามท่านไท่ผิงกง ท่านผู้นี้คือ…”
“หลี่เต้า”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ดวงตาของจ้าวอี้ก็เป็นประกายวาบขึ้น จากนั้นเขาก็ค้อมกายคำนับด้วยท่าทีที่มีความเคารพเช่นเดียวกัน
“ที่แท้ก็คือแม่ทัพหลี่”
“ท่านรู้จักข้าหรือ?”
หลี่เต้าถาม
จ้าวอี้ตอบด้วยรอยยิ้ม
“แม้ไม่เคยพบหน้า แต่ข้าก็เคยได้ยินนามของแม่ทัพหลี่มาก่อน ก่อนออกเดินทาง ท่านผู้บัญชาการยังสั่งให้ข้านำคำทักทา