ังไม่ได้บรรลุขั้นปรมาจารย์ ข้าก็เคยเตือนเขาแล้ว การบั่นทอนร่างกายเช่นนี้ สักวันต้องเกิดเรื่องแน่ แต่ก็ไร้ประโยชน์”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขากำลังจะบรรลุขั้นปรมาจารย์ ก็เคยเกิดอุบัติเหตุมาครั้งหนึ่งแล้ว หากข้าไม่บังเอิญอยู่ที่นั่น อย่างเบาวรยุทธ์ก็คงสูญสิ้น หรือไม่ก็อาจเสียชีวิตไปแล้ว ไม่คิดว่าพิษเพลิงโลหิตครั้งนี้จะทำให้อาการเก่าของเขากำเริบขึ้นมาอีก และครั้งนี้ร้ายแรงกว่าครั้งก่อนมาก”
“ทั้งโดนพิษและอาการเก่ากำเริบ…”
คิดมาถึงตรงนี้ ท่านเจิ้งได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“อาการบาดเจ็บเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีวิธีแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง
ในยามนั้น ฉีเซิ่งเพิ่งมาถึงนอกห้องพอดี เมื่อได้ยินคำพูดของท่านเจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขา
พอเห็นว่าเป็นฉีเซิ่ง ผู้คนที่กำลังเศร้าโศกอยู่ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“ฉีเซิ่ง เจ้ายังมีหน้ามาหัวเราะอีก ที่แม่ทัพเสิ่นเป็นเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าเป็นความผิดของเจ้า”
มีคนกัดฟันพูด
อาจเพราะรู้ว่าไม่มีภาพลักษณ์ให้รักษาแล้ว ฉีเซิ่งจึงปล่อยตัว เขาหัวเราะเยาะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“เจ้าไม่ได้ยินหรือ ท่านเจิ้งบอกว่าเป็นอาการเก่ากำเริบ แล้วจะเกี่ยวอะไรกับข้า”
“ข้าบอกเลยนะ ผู้ที่ติดพิษเพลิงโลหิตจะทุกข์ทรมานราวกับถูกไฟเผาทั้งเป็น หากพวกเจ้าส่งเสิ่นจงไปสู่ยมโลกเสียแต่เนิ่น ๆ ก็อาจจะช่วยให้เขาพ