“อะไรนะ?”
หลี่เต้ายังไม่ทันได้ตั้งตัว เหล่าแม่ทัพที่เหลือรอดจากด่านฟู่เฟิงก็เริ่มกระวนกระวายกันแล้ว โหวหย่วนเลี่ยงก้าวออกมาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ท่านเจิ้ง เกิดอะไรขึ้นกับแม่ทัพเสิ่นหรือ?”
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ฉีเซิ่ง เจ้าหนูนั่นวิ่งกลับมา”
ท่านเจิ้งอธิบาย
ฉีเซิ่ง! เมื่อได้ยินท่านเจิ้งเอ่ยถึงชื่อนี้ ทุกคนจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเขากำลังป้องกันด่านอย่างยากลำบากนั้น ยังมีคนหนึ่งที่หนีไป
จากนั้นได้ยินท่านเจิ้งพูดต่อว่า
“พอเจ้าหนูฉีเซิ่งนั่นกลับมา ก็บอกเรื่องที่พวกเป่ยมหานบุกทลายด่านฟู่เฟิงแล้ว หลังจากนั้นมันก็พาแม่ทัพเสิ่นจากไป ดังนั้น…”
ท่านเจิ้งพยักหน้าอย่างจนใจ
“ที่ข้าบอกว่าไม่ดีก็คือเรื่องที่ฉีเซิ่งพาแม่ทัพเสิ่นไปนี่แหละ”
สีหน้าของโหวหย่วนเลี่ยงเปลี่ยนเป็นดำมืด
“มันกล้าดียังไง! มันไม่รู้หรือว่าแม่ทัพเสิ่นถูกพิษร้ายจนเหลือเวลาไม่มากแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ยังกล้าพาคนไปตามใจชอบอีก”
“พูดตามตรง การกระทำของฉีเซิ่งไม่ผิด ถ้าพวกเจ้าไม่สามารถรักษาด่านฟู่เฟิงไว้ได้ สภาพของแม่ทัพเสิ่นที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ปัญหาตอนนี้คือพวกเจ้ารักษายิ่งใหญ่ด่านฟู่เฟิงไว้ได้แล้ว เช่นนี้เจ้าหนูนั่นก็ทำให้แม่ทัพเสิ่นต้องลำบากโดยเปล่าประโยชน์”
ท่านเจิ้งถอนหายใจกล่าว
“จะมีผลกระทบต่อแม่ทัพเสิ่นหรือไม่?”
โหวหย่วนเลี่ยงรีบถามต่อ
ท่านเจิ้งยิ้มขื่นพลางพยักหน้า
“จะไม่มีผลกระทบได้อย่างไร ถ้าอยู่ที่นี่ห