ในใจอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
เพราะเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการจู่โจมครั้งนั้นเป็นเพียงการโจมตีแบบขอไปที
แต่กระนั้นก็ยังทำให้เขาต้านทานไว้ไม่อยู่ หากอีกฝ่ายเอาจริง คาดว่าเพียงการโจมตีครั้งเดียวก็คงพรากชีวิตเขาได้
จากจุดนี้สามารถตัดสินได้ว่า ผู้นำกองกำลังทหารม้านั้นต้องเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่ไม่ด้อยไปกว่าเสิ่นจงอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกถึงแรงกดดันที่รุนแรงยิ่งกว่าเสิ่นจงจากร่างของอีกฝ่ายด้วย
เมื่อเห็นว่าเซินเหล่ยเพียงแค่กระดูกหักไม่กี่ซี่ ราชาถ่ามู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ด้วยกองทัพยังต้องการเขาเป็นผู้บัญชาการ จะเกิดเรื่องขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด
แต่ไม่นาน พระองค์ก็หัวเราะเยาะตรัสว่า “เซินเหล่ย ตอนนี้เจ้าจงบอกข้าอีกครั้งซิ ว่าใครกันแน่ที่เลอะเลือน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเซินเหล่ยก็แข็งค้าง ก้มหน้าลงกล่าว “ฝ่าบาท ข้าผิดไปแล้ว”
“ฮึ!” ราชาถ่ามู่แค่นเสียงเย็นชา “เห็นว่าเจ้ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง คราวนี้จะละเว้นเจ้าไปก่อน รอจนยึดด่านฟู่เฟิงได้แล้วค่อยจัดการเจ้า”
ตรัสจบ พระองค์ก็หันไปมองทางด่านฟู่เฟิงแล้วถามขึ้น “ข้าจะถามเจ้า กองทัพที่มีอยู่ในมือตอนนี้ จะสามารถกำจัดกองทหารม้านั่นได้หรือไม่”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ!” เซินเหล่ยกล่าวออกมาอย่างไม่ลังเล “ต่อให้เป็นขั้นปรมาจารย์แล้วอย่างไร เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพวิญญาณนับหมื่น แม้แต่ปรมาจารย์ก็ต้องก้มหัวให้ วันนี้ด่านฟู่เฟิงต้องแตกอย