ด่านฟู่เฟิงได้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้ว มองไปยังแม่ทัพรอบข้างแล้วถามขึ้น “หากเป็นตามที่เจ้าว่า เหลือคนเพียงไม่กี่คน แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงรั้งอยู่ที่นี่ไม่ลงมือ ด่านฟู่เฟิงไม่มีเสิ่นจงแล้ว หากพวกเจ้าลงมือ คงจะยึดด่านฟู่เฟิงได้เร็วกว่านี้กระมัง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บรรดาแม่ทัพรอบข้างต่างแสดงสีหน้าเก้อเขิน
เมื่อเห็นราชาถ่ามู่จ้องมองตนเองไม่วางตา เซินเหล่ยจึงไม่อาจปิดบังต่อไปได้ เอ่ยความคิดของตนออกมา
“เจ้าพวกเลวทราม!” ราชาถ่ามู่มองไปยังกลุ่มคนพลางตรัส “แค่เพราะกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะสู้สุดชีวิตตอนใกล้ตาย พวกเจ้าจึงคิดจะใช้กำลังคนจำนวนมาก รอให้พวกเขาตายไปเอง? หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
เซินเหล่ยคิดในใจว่าหากจะพูดถึงเรื่องไม่คาดฝัน ฝ่าบาทพระองค์ต่างหากที่เป็นเรื่องไม่คาดฝันที่ใหญ่ที่สุด
หากราชาถ่ามู่มาช้าไปหนึ่ง… ไม่สิ หากมาช้าเพียงครึ่งชั่วยาม ด่านฟู่เฟิงคงถูกยึดไปแล้ว
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เขาไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ
เมื่อเผชิญกับคำถามของราชาถ่ามู่ เซินเหล่ยเกรงว่าพระองค์จะอาการกำเริบอีก จึงรีบกล่าวว่า “กระหม่อมเข้าใจแล้ว กระหม่อมจะส่งคนไปจัดการกับพวกแม่ทัพต้าเฉียนที่เหลืออยู่ทันที”
จากนั้นเซินเหล่ยก็โบกมือสั่งการ ส่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนเทียนกลุ่มหนึ่งไปช่วยที่แนวหน้าของสนามรบ
…
นอกประตูเมืองด่านฟู่เฟิง
พวกแม่ทัพต้าเฉียนที่เหลืออยู่ได้รวมกลุ่มกันสามคน หันหลังชนกันต่อต