บม้ามุ่งหน้าไปยังด้านหลังของกองทัพ ทิ้งให้เลี่ยชิงกับจินโม่ยืนจ้องตากันอยู่ที่เดิม
ไม่นานนัก ก็มีคนจากเผ่าเลี่ยหั่วและเผ่าลั่วอวิ๋นมมารายงานข่าวเช่นกัน
หลังจากได้ฟังจบ เลี่ยชิงและจินโม่ต่างก็ตะลึงงัน
พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเซินเหล่ยถึงได้รีบร้อนจากไป ที่แท้ก็เพราะราชาถ่ามู่เดินทางมาถึงด่านฟู่เฟิงนั่นเอง
…
เซินเหล่ยรีบมุ่งหน้าไปยังค่ายทัพหลังของเผ่าถ่ามู่อย่างรวดเร็ว หลังจากสอบถามทหารยามแล้ว เขาก็รีบมาถึงหน้ากระโจมใหญ่
สายตาของเขากวาดมองรอบนอกกระโจม แล้วจึงหยุดอยู่ที่องครักษ์หลายนายที่ยืนอยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่ทหารบอกเป็นความจริง เพราะองครักษ์เหล่านี้เขารู้จักดี พวกเขาคือองครักษ์ประจำพระองค์ของราชาถ่ามู่
เซินเหล่ยยืนอยู่หน้ากระโจมใหญ่ แล้วเปล่งเสียงดัง “เซินเหล่ย ขอเข้าพบองค์ราชา”
ไม่นานก็มีเสียงของราชาถ่ามู่ดังออกมาจากในกระโจม แม้ว่าเสียงนั้นจะแหบพร่าไปบ้างก็ตาม
“เจ้าคือเซินเหล่ยสินะ รีบเข้ามาเถิด”
พูดจบ หลินอีที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็เลิกม่านกระโจมขึ้น
เซินเหล่ยพยักหน้าให้หลินอีแล้วก้มตัวเข้าไปในกระโจม
เมื่อเข้ามาในกระโจมแล้ว เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ในสายตาปรากฏภาพร่างหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตาผิง ทั้งร่างห่มคลุมด้วยเสื้อคลุมหนังแกะหนา ๆ
“ฝ่าบาท พระองค์…”
เซินเหล่ยถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะเมื่อเห็นสภาพอันยากลำบากของราชาถ่ามู่
ราชาถ่ามู่เห็นเซินเหล่ยแล้ว ก็รีบลุกขึ้นจากพื