ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ตุบ! ราชาถ่ามู่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยากเชื่อ ท่านแม่ทัพผู้ทรงเกียรติที่มีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ เหตุใดจึงเหลือเพียงศีรษะ แล้วยังถูกส่งมาถึงเบื้องหน้าเขา ราชาถ่ามู่คิดว่าตนเองกำลังฝันไป
“เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” ราชาถ่ามู่ลุกพรวดขึ้นยืน ชี้ไปที่ศีรษะพลางตรัสอย่างมั่นใจ “นี่จะต้องเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดีที่จงใจใช้ศีรษะปลอมมาหลอกข้า ด้วยความสามารถของท่านแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ เว้นแต่จะมีผู้มีวรยุทธ์สูงส่งจากราชสำนักลงมือด้วย ดังนั้นนี่ต้องเป็นของปลอมแน่นอน”
“รายงาน!” ในตอนนั้นเอง มีเสียงดังขึ้นนอกท้องพระโรง และทหารอีกนายก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในท้องพระโรง คุกเข่าลงต่อหน้าทุกคน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท มีกองกำลังทหารม้าบุกเข้ามาในเมืองหลวงอย่างกะทันหัน”
“อะไรนะ!” ราชาถ่ามู่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น โต๊ะแตกกระจายในพริบตา พระองค์จ้องทหารพลางกดข่มความโกรธถาม “เจ้าบอกว่ามีกองกำลังทหารม้าบุกเข้ามา แล้วพวกมันมีกำลังพลเท่าไร?”
“ทูลฝ่าองค์ราชาพวกมันมีกำลังพลราวสามร้อยนาย” ทหารทูลตอบตัวสั่นเทา
“สามร้อยนาย?” ราชาถ่ามู่โกรธจนหัวเราะออกมา กัดฟันกรอดพลางตรัส “พวกเจ้าสนุกนักหรือที่หยอกล้อข้าเล่นเช่นนี้ เมื่อครู่บอกข้าว่าแม่ทัพตาย แล้วตอนนี้ก็มาบอกว่ามีทหารม้าสามร้อยนายบุกเข้าเมืองหลวง เดี๋ยวพวกเ