ะไรกับท่านแม่ทัพ” ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้วถาม
เซินถูหันกลับมามองราชาถ่ามู่ แสดงสีหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา พูดเสียงสั่นว่า “ฝ่าบาท นี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็แข็งค้างในชั่วขณะนั้น
“เป็นไปไม่ได้!” ครู่ต่อมา ราชาถ่ามู่สะบัดมือพลางกัดฟันกล่าว “เซินถู เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล จะเป็นไปได้อย่างไรว่านี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพ เจ้าคิดว่าข้าจำท่านแม่ทัพไม่ได้หรือ”
เซินถูทรุดตัวคุกเข่าลงที่ด้านล่าง พลางกราบทูลด้วยใบหน้าโศกเศร้า “ฝ่าบาท เซินถูไม่ได้จำผิดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากไม่เชื่อ โปรดทอดพระเนตรให้ละเอียดอีกครั้ง”
ราชาถ่ามู่เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน มีรับสั่งขึ้นมา “เซินต๋าเจ้าช่วยข้าดูที”
“พ่ะย่ะค่ะ” เซินต๋าค่อย ๆ หยิบศีรษะขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ปัดเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าออก ไม่สนใจคราบเลือดที่เปื้อน ใช้แขนเสื้อเช็ดทำความสะอาดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อใบหน้าเจ้าของศีรษะปรากฏชัดขึ้น เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นม่านตาก็หดเล็กลงทันที มือที่ถือศีรษะอยู่คลายออกโดยไม่รู้ตัว
ตุบ! ศีรษะร่วงลงพื้น กลิ้งออกไป “เซินต๋าเจ้าเห็นชัดแล้วหรือไม่?” เมื่อได้ยินคำถาม เซินต๋าจึงได้สติกลับมา ทันใดนั้นเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น กราบทูลราชาถ่ามู่อย่างเลื่อนลอย “ฝ่าบาท เซินถูมิได้พูดผิด นี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพจริง