ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย จึงอยากลองเจรจาดู
แต่เมื่อต่อสู้มาถึงจุดนี้แล้ว หลี่เต้าจะหยุดมือได้อย่างไร
เมื่อเป็นแบบนั้น เซินหลัวอดไม่ได้ที่จะตะโกนว่า “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ติดตามของเจ้าคงถูกองครักษ์ของข้าสังหารจนหมด หากเจ้าปล่อยข้าไป ข้าก็จะปล่อยผู้ติดตามของเจ้าเช่นกัน”
หลี่เต้าได้ยินแบบนั้นก็หยุดชั่วครู่ แล้วยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว “ข้าจะให้เจ้าได้เห็นด้วยตาสักหน่อย”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เซินหลัวก็ชะงักไป เขาหันไปมองสนามรบที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งโดยสัญชาตญาณ
กลับพบว่าภาพที่เขาจินตนาการไว้ไม่ได้เกิดขึ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่อีกฝ่ายพามา องครักษ์ของเขากลับตกอยู่ในสภาพถูกล้อมโจมตี
องครักษ์ส่วนใหญ่ล้มตายไปแล้ว เหลือเพียงองครักษ์ขั้นเซียนเทียนระดับต้นสองคน และองครักษ์ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับหนึ่งอีกไม่กี่คนที่ยังต้านทานได้อยู่
“เป็นไปได้อย่าง…” ก่อนที่จะพูดคำสุดท้ายจบ ม่านตาของเซินหลัวหดเล็กลง เมื่อค้นพบจุดสำคัญของปัญหา เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า “กองทัพวิญญาณ!”
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นกองทัพวิญญาณในกองกำลังที่มีคนมากกว่าสามร้อยคน
แต่ก็สมเหตุสมผล มีเพียงกองทัพวิญญาณเท่านั้นที่จะทำให้กองกำลังหลายร้อยคนที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนเทียนสามารถต้านการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนเทียนระดับต้นสองคนและผู้ฝึกยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนระดับสูงได้
“ดังนั้น จงยอมรับชะตากรรมเถิด” หล