ำโดยเร็ว พวกนั้นขนทรัพย์สินไปจากเมืองบาปมากเกินไป ต้องส่งคนไปสกัดก่อนที่พวกเขาจะออกจากเขตแดนชนเผ่าเป่ยหมาน”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปหาท่านเจ้าเมืองเพื่อให้ท่านตัดสินความยุติธรรมให้พวกเรากันเถอะ หากท่านเจ้าเมืองลงมือ พวกนั้นต้องต้านทานไม่อยู่แน่”
หนึ่งวันต่อมา
บนทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งของเผ่าถ่ามู่ มีค่ายทหารขนาดใหญ่ของชนเผ่าเป่ยหมานตั้งอยู่
ภายในกระโจมหนึ่ง มีบุรุษร่างกายานั่งอยู่บนที่นั่งประธาน
เบื้องหน้าเขามีผู้คนมากมายในสภาพมอมแมมกำลังคุกเข่าอยู่
หลังจากฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาจบ สีหน้าของบุรุษผู้นั้นก็เปลี่ยนไป เขาลุกพรวดขึ้นมา “พวกเจ้าว่าอะไรนะ? เมืองบาปถูกทำลายแล้ว!”
ผู้ที่คุกเข่าอยู่แถวหน้าสุดรีบก้มศีรษะคำนับพลางกล่าว “ขอรับ ท่านเจ้าเมือง”
บุรุษผู้นั้นโกรธจนหัวเราะออกมา “เมืองบาปอยู่ใกล้กับใจกลางดินแดนของเผ่าถ่ามู่ มีคนคอยป้องกันมากมาย อีกทั้งยังมีเซินเหลย เจ้านั่นก็อยู่ด้วย แต่เจ้ากลับมาบอกข้าว่าเมืองบาปถูกทำลายด้วยคนแค่ไม่กี่ร้อยคนกับทาสกลุ่มหนึ่ง เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าอยู่หรือไร”
“ท่านเจ้าเมือง พวกข้าไม่กล้าหลอกลวงท่าน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ขอรับ”
“พวกเจ้าแน่ใจหรือ พึงรู้ไว้ว่าผู้ที่กล้าหลอกลวงข้าไม่มีจุดจบที่ดีแน่”
“เป็นความจริงขอรับ!”
บุรุษผู้นั้นหัวเราะเย็นเยียบ “เช่นนั้นข้าจะถามพวกเจ้า หากเมืองบาปถูกทำลายจริง ตอนนั้นพวกเจ้าอยู่ที่ใด?”
“พวกเรา… ข้า…”
เมื่อคำถามนี้ถูก