ี
เขาเงยหน้าขึ้นถามว่า “ลองพูดสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดเมื่อครู่อีกครั้ง”
หลิวเหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างซื่อตรงว่า “ถึงไม่อยากปล่อยแล้วจะทำอย่างไรได้ หลี่เต้าเขามีเส้นทางของเขาแล้ว…”
“ไม่ใช่ประโยคนั้น ประโยคถัดไป”
“เว้นแต่ว่าพวกเราจะเข้าร่วมกับพวกเขา…” พูดจบ สีหน้าของหลิวเหนิงก็เปลี่ยนไป รีบพูดว่า “รอก่อนท่านแม่ทัพ ท่านคงไม่ได้คิดจะ…”
“มีอะไรที่ทำไม่ได้หรือ?” เว่ยอวิ๋นย้อนถาม
“เอ่อ…” หลิวเหนิงไม่รู้จะพูดอย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่หัวหน้ากองร้อย สุดท้ายจึงได้แต่พูดว่า “ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งกองพัน ส่วนหลี่เต้าเขาเป็นแค่หัวหน้าหมู่เท่านั้น เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?”
“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน” เว่ยอวิ๋นมองไปรอบ ๆ ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีบาดแผลและความเหนื่อยล้าที่กำลังหลับใหลอยู่ พึมพำว่า “เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองพันจะมีค่าอะไร มีแต่ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเสียสละไปเปล่า ๆ ตกเป็นเชลยศึกของศัตรู แต่ตัวข้าเองกลับไม่มีปัญญาจะช่วยอะไรได้”
“แต่หลี่เต้าเล่า แม้จะเป็นเพียงหัวหน้าหมู่ แต่กลับสามารถนำผู้คนควบม้าท่องไปทั่วทุ่งหญ้าของชาวเป่ยหมาน ทั้งยังมีความสามารถปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาได้อีกด้วย”
“แท้จริงแล้วเป็นเพราะข้าไม่เหมาะสม หรือว่าเขาไม่เหมาะสมกันแน่?”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลิวเหนิงก็พลันเงียบไป
ใช่แล้ว ตัวเขามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกหัวหน้าหมู่
ไม่สิ!
เขาดูถูกหัวหน้าหมู่ได้ แต่หากหั