้ว”
เสิ่นจงพลันขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง กล่าวว่า “พอเถอะ ทุกคนพูดให้น้อยลงหน่อย แม่ทัพจ้าว เจ้าก็นั่งลงเถิด รอให้ถังซานสืบสวนให้กระจ่างก่อน แล้วจึงจะรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
จ้าวถ่งเห็นเสิ่นจงนิ่งสงบเช่นนั้น จึงพยักหน้า อารมณ์ก็สงบลงบ้าง ไม่ตึงเครียดเหมือนตลอดทางที่ผ่านมา เนื่องจากมีเสิ่นจงผู้ดำรงตำแหน่งเจิ้นเป่ยโหวคอยควบคุมดูแล บรรยากาศภายในค่ายทหารจึงค่อย ๆ สงบลง
เสิ่นจง ฉีเซิ่ง และจ้าวถ่งต่างนั่งประจำที่ของตนเองเพื่อรอคอยข่าวจากภายนอก เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
“ทำไมนานนักเล่า?” จ้าวถ่งผู้ซึ่งไม่ชอบอยู่นิ่งเริ่มนั่งไม่ติดที่ จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “แม่ทัพเสิ่น ให้ข้าออกไปดูสักหน่อยดีหรือไม่?”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ม่านกระโจมก็ถูกเปิดออก ถังซานในสภาพเต็มไปด้วยฝุ่นธุลีเดินเข้ามาจากด้านนอก ดูท่าทางคงวิ่งมาเป็นเวลานาน
เสิ่นจงถามทันทีว่า “พบร่องรอยของศัตรูหรือไม่?”
ถังซานประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “รายงานท่านแม่ทัพ รัศมีร้อยลี้โดยรอบยังไม่พบร่องรอยของศัตรู คงไม่มีปัญหาอะไร”
พอได้ยินเช่นนั้น ฉีเซิ่งที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า “แม่ทัพจ้าว คราวนี้ท่านยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
สีหน้าของจ้าวถ่งดำมืดลงทันที ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หรือว่าเขามาเร็วเกินไป? ศัตรูยังไม่ทันจะไล่ตามมาหรือ? หรือว่าหลี่เต้าเดาผิด ตอนนั้นที่ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นต้นสองคนนำคนมาโจมตีพวกเขา เป็นเพียงการแก้แค้