ในสวนดอกไม้ หลี่หยาและหลีอี๋นั่งประจันหน้ากันไม่มีบุคคลที่สามอยู่ในสวน ทั้งสองเพียงดื่มสุราด้วยกันเงียบๆหลีอี๋ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงนั่งเคียงข้างคอยรินสุราให้หลี่หยา
ผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อหลี่หยาเริ่มมีอาการมึนเมา จึงเอ่ยออกมาว่า“ในใจเราระทมทุกข์นัก ซากปรักหักพังแห่งเฟิ่งเทียนนี้จะให้จัดการเช่นไรเล่า”
หลีอี๋ไม่ได้เอ่ยตอบ เพราะราชกิจหาใช่สิ่งที่เขาควรกล่าวแทรกสิ่งที่เขาควรทำคือเป็นผู้รับฟัง หลี่หยาเริ่มระบายความในใจนับแต่เขารับช่วงดูแลเฟิ่งเทียนมา เฟิ่งเทียนก็ถูกรังแกเรื่อยมาเขาเพิ่งจะเข้าใจวิถียุทธ์แห่งโชคชะตาได้ไม่นาน เฟิ่งเทียนก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นทว่ากลับถูกตาก่วงเทียนจ้องเล่นงาน ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นถึงที่สุด
ต่อให้เป็นวิถียุทธ์ที่ดีเพียงใด ก็จำเป็นต้องมีทรัพยากรและเวลาในการพัฒนาทว่าเฟิ่งเทียนขาดทั้งสองสิ่ง รอบด้านมีแต่ศัตรูแข็งแกร่งเฟิ่งเทียนไม่มีช่องทางให้ขยายตนเองอีกแล้วหลีอี๋ฟังแล้วรู้สึกเจ็บใจนัก เป็นเทพอัสนีมาหลายปีเขาคอยปกป้องเฟิ่งเทียนมาตลอด แน่นอนว่าย่อมไม่อยากเห็นเฟิ่งเทียนล่มสลาย
“เมื่อเทียบกับเกียรติยศหรือความอัปยศแห่งราชอาณาจักร เรากลับเป็นห่วงความอยู่รอดของราษฎรยิ่งกว่าตาก่วงเทียนกดขี่ราชอาณาจักรที่ยอมจำนน แบ่งชนชั้นราษฎรออกเป็นหลายหลั่น เป็นความอัปยศสิ้นดีเราไม่อยากเห็นสตรีเฟิ่งเทียนถูกย่ำยี ไม่อยากเห็นบุรุษเฟิ่งเทียนตกเป็นทาสไปชั่วชีวิต”
ขณะที่หลี่หยากล่าวเช่นนี้อ