ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาลึก ๆ ในใจของหลิวซิ่วเอ๋อร์ นางต้องการโอกาสที่จะกุมชะตาชีวิตของตัวเอง ก้าวไปข้างหน้าด้วยมือของตนเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่น ในที่สุด ผ่านไปครู่หนึ่ง หลิวซิ่วเอ๋อร์ก็ผ่อนคลายลง มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออก ดวงตาของนางที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลเริ่มสงบลงอย่างช้า ๆ
นางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ประกายไฟในดวงตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน แม้หลี่เต้าจะไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นประกายไฟจากความโกรธ ความท้าทาย หรือความมุ่งมั่น แต่เขาก็เข้าใจทันทีว่า นางได้ยอมรับแล้ว “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ” หลิวซิ่วเอ๋อร์ไม่รู้จะพูดอะไร นางจึงเอ่ยประโยคเดิมที่เคยพูดบ่อย ๆ ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้น้ำเสียงที่หลุดออกมาดูเหมือนจะมีความแตกต่างไปจากที่เคยราวกับว่ามันแฝงไว้ด้วยความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นที่เกือบจะกลายเป็นความบ้าคลั่ง
หลี่เต้าไม่ได้คิดอะไรมาก ขอเพียงนางเข้าใจก็พอแล้ว
… วันรุ่งขึ้น ยามเช้าตรู่ แสงแดดแรกเริ่มทอแสงอ่อน ๆ นอกหมู่บ้านเถาหยวน หลี่เต้าจูงรถม้าค่อย ๆ เดินมาบนถนนโบราณที่ทอดยาวออกจากหมู่บ้าน เสียงก้าวเดินของเขาและเสียงล้อรถม้าที่ค่อย ๆ กลิ้งไปตามพื้นดินที่ไม่เรียบเป็นจังหวะ เบื้องหลังของเขายังมีหลิวซิ่วเอ๋อร์และกลุ่มคนอีกหลายคนเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ
พวกนางมองดูหลี่เต้าที่อยู่บนรถม้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ไม่อ