จะใช่”
“เจ้าเล่าเรื่องเก่งหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว หากเป็นข้อเรียกร้องอื่นคงจะพูดได้ยาก แต่การเล่าเรื่องนั้น… เขาจึงกล่าวว่า “ข้าพอมีความถนัดในการเล่าเรื่องอยู่บ้าง”
“จริงหรือ? ข้าขอบอกเจ้าก่อน ข้าก็เคยฟังเรื่องเล่ามามากมายเช่นกัน”
หลี่เต้ายิ้มบาง “ข้าขอรับรองว่าเรื่องราวของข้า ไม่เคยมีผู้ใดได้ฟังมาก่อน”
“ก็ได้ คราวนี้ข้าจะเชื่อใจเจ้าสักครั้ง ถ้าเรื่องที่เล่าสนุก ข้าจะไม่เก็บค่ารถ แต่ถ้าไม่สนุก รอดูว่าข้าจะสั่งสอนเจ้าอย่างไร”
หลี่เต้าเห็นผู้คนรอบข้างเริ่มกินอาหารกัน จึงลูบท้องพลางกล่าว “ก่อนจะเล่าเรื่อง ต้องให้ข้ากินอิ่มท้องก่อนนะ”
ปี้โหยวเอ๋อร์มองไปรอบ ๆ ทิ้งคำพูดไว้ว่า “รอข้าก่อน” แล้วก็วิ่งจากไป ไม่นานนางก็เดินกลับมา พร้อมชามอาหารมากมาย นางวางชามอาหารลงในมือของหลี่เต้า แล้วกล่าวว่า “กินให้อิ่มแล้วก็เล่าเรื่องให้ข้าฟังเถิด”
หลี่เต้ามองอาหารในมือด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงมีอาหารมากมายเช่นนี้?”
“อาหารที่คุณหนูจัดหามา ย่อมต้องแตกต่างจากผู้อื่นอยู่แล้ว”
“ขอบใจ” หลี่เต้าทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตากิน ข้าวเต็มชามถูกเขาจัดการจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
ปี้โหยวเอ๋อร์มองดูท่าทางการกินอาหารของหลี่เต้า พลางคิดในใจว่า แม้แต่ท่าทางยามกินข้าวก็ยังดูงามตา แต่ไม่นานนางก็รู้สึกว่าความคิดของตนช่างไม่เหมาะสม ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ