ุ่งด้วย
“พูดมา!” เสิ่นซานจ่อกระบี่สั้นข้างหูขององค์ชายสามลั่วอวิ๋นพลางเอ่ย
องค์ชายสามลั่วอวิ๋นมองดูองครักษ์ที่อยู่รอบข้างแล้วรีบเอ่ยเสียงดังว่า “รีบไปนำตัวชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ล้มอยู่ตรงนั้นมาที่นี่เดี๋ยวนี้”
ชายฉกรรจ์งั้นหรือ? ไม่ใชมือสังหารหรอกหรือ?
เพียงแค่มองสถานการณ์ขององค์ชายสามลั่วอวิ๋นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนั้น
“ยืนนิ่งอยู่ทำไม? รีบไปเร็วเข้า”
ภายใต้การเร่งเร้าขององค์ชายสามลั่วอวิ๋น ในที่สุดองครักษ์ก็ขยับตัว
แต่เมื่อเข้าใกล้สวีหู่และคนบ้าน้อย พวกเขาก็ถูกกดดันด้วยกลิ่นอายที่แผ่ออกมา จนต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
“ลงมือสิ” องค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นเห็นเช่นนั้นจึงตะโกนสั่งอีกครั้ง
แต่เมื่อเทียบกับบารมีของเขาแล้ว ความน่าสะพรึงกลัวที่สวีหู่และพรรคพวกแผ่ออกมานั้น ทำให้เหล่าองครักษ์รู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่า
“ช่างเถอะ พวกเราไปกันเองดีกว่า สองคนนั้นคงจำพวกเราไม่ได้”
เสิ่นซานเข้าใจนิสัยของคนทั้งสองดี จึงพยุงองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นพร้อมเหล่ากุ่ยไปด้วย
“กรร!”
เมื่อเข้าใกล้ คนบ้าตัวน้อยก็แสดงท่าทีคุกคามพร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมา
“ข้าเอง ไม่ใช่ศัตรู” เสิ่นซานรีบเอ่ยขึ้น
หากเขาไม่พูดอะไรคงจะดี พอพูดออกมาเสียงคำรามของคนบ้าตัวน้อยก็ดังขึ้นทันที
เสิ่นซาน “???”
โชคดีที่คนบ้าตัวน้อยแค่ต้องการขู่เสิ่นซานเท่านั้น พอร้องไปสองครั้งก็ไม่สนใจอีก ทิ้งตัวลงบนบ่าของสวีหู่อย่างอ่อนแรง
สภาพของ