ะหม่อมเป็นกังวลจริงๆ ว่าแต่นี้ไปราศีของต้าจิ่งจะไม่งดงามพะยะค่ะ”
เจียงเชอเอ่ยราบเรียบว่า“กลัวอันใด โอรสสวรรค์ไม่ได้มีชีวิตอยู่นานเท่าขุนนาง วันหน้าค่อยแก้ไขให้เข้าร่องเข้ารอยเป็นพอแล้ว”
แต่หากบอกว่าในใจเขาไม่มีความขุ่นเคืองใดเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ และนี่ก็เป็นโอกาสให้เหล่าขุนนางทั้งปวงได้เห็นว่า เมื่อเขาจากไปแล้ว โอรสสวรรค์องค์ต่อมาจะทรงธรรมยิ่งกว่าหรือไม่ แน่นอนว่าเหตุที่เขาไม่ไปก้าวก่ายก็เป็นเพราะรากฐานที่มั่นคงของต้าจิ่งด้วย ต้าจิ่งไม่มีทางเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่ ภายนอกไร้ศัตรูฉกาจ ภายในยิ่งสุขสงบ แล้วในแผ่นดินจะมีคนกล้าก่อกบฏหรือ?
พูดตามจริงแล้ว เขาก็ตั้งตารอว่าจะมีคนก่อกบฏเช่นกัน เพราะจะได้ให้ผู้คนในหล้าย้อนนึกถึงวิธีที่มรรคาจารย์เคยใช้
เฉินหลี่เห็นว่าเขาไม่ต้องการก้าวก่ายราชกิจอีกแล้วจึงได้แต่รามือ เขาหันหน้าไปมองนักพรตกลุ่มนั้นก่อนถามด้วยความสงสัยว่า “พวกเขามีความสามารถจริงๆ หรือพะยะค่ะ”
เจียงเชอกล่าวว่า “วิชาหลอมโอสถของลัทธิเกาะลับแลน้อยเก่งกาจไม่เบา เจ้าดูสิ แม้ไม่อาจหลอมโอสถอายุวัฒนะออกมาได้ แต่ร่างกายของข้าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวแล้วกัน”
เฉินหลี่มองเขาแล้วอดพยักหน้าไม่ได้ จากนั้นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ ตัวข้าเองก็ควรเอาอย่างด้วยหรือไม่
เฉินหลี่รู้จักตนเองดี เดิมทีพรสวรรค์ด้านยุทธ์ของตัวเขาก็ไม่นับว่าอยู่ในแนวหน้าอยู่แล้ว กอปรกับต้องยุ่งกับงานบ้านเมือ