บทที่ 2 ตัวอักษรเหนือศรีษะ
เมื่อไม่เห็นวี่แววของสัญญาณโทรศัพท์ ผมจึงตัดสินใจเดินกลับ และจะไม่ยอมห่างจากตู้รถไฟไปไกลกว่านี้
ระหว่างทางผมถือโอกาสสำรวจเพื่อนร่วมทางอย่างละเอียดอีกครั้ง พวกเรามีกันทั้งหมด 32 คน เป็นชาย 19 และหญิง 13
คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็คือ เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามติดหญิงสาวจอมหงุดหงิดคนเดิมไม่ห่าง ซึ่งในตอนนี้ ทั้งสองคนกำลังเดินตามหลังผมมาราวกับเป็นเงาตามตัว
ส่วนคนอื่นๆ ก็คละเคล้ากันไป ตั้งแต่วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ไปจนถึงหญิงชราที่อุ้มเจ้าสุนัขพันธุ์คอร์กี้ไว้แนบอก
“แกดูยังไงว่านี่คือโลกเดิมฮะ!?”
เสียงแผดลั่นดังมาจากกลุ่มคนที่อยู่หน้าซากตู้รถไฟ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชี้นิ้วไปยังดวงอาทิตย์ดวงที่สองด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนจนเห็นได้ชัด
“เราจะมานั่งบื้อรอความช่วยเหลือกลางทุ่งหญ้าบ้าๆ นี่ไม่ได้นะโว้ย! รางรถไฟมันหายไปแล้ว เห็นไหม!”
เมื่อเขาเริ่มโวยวาย เจ้าหน้าที่รถไฟที่พยายามควบคุมสถานการณ์อยู่ก็เริ่มมีสีหน้าย่ำแย่ มิหนำซ้ำบางคนยังเริ่มคล้อยตามและเสนอความเห็น
“เราควรเดินสำรวจรอบๆ ก่อน อย่างน้อยก็น่าจะหาทางออกไปจากทุ่งหญ้าที่มีป่าล้อมเอาไว้นี่”