ว้วันหลังค่อยนัดกัน” หม่าจงหัวโบกมือลาแล้วเดินแยกไป
ลั่วหยางเบนเข็มทิศมุ่งหน้าไปยังหอนิทรรศการ ภาพความทรงจำของอวี่เหรินที่เห็นสตรีร่างทรงนั้นไม่อาจฟันธงได้ว่าอารยธรรมซานซิงตุยเกี่ยวพันกับสายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาล เขาต้องหาเบาะแสเพิ่มจากโบราณวัตถุชิ้นอื่น
“หมอลั่ว” เสียงเรียกดังขัดจังหวะจากด้านหลัง
ลั่วหยางหันขวับ เป็นสือเฟย
ช่างซ่อมโบราณวัตถุสาวเท้าเข้ามา รอยยิ้มเป็นมิตรฉาบอยู่บนหน้า “อรุณสวัสดิ์ครับ หมอลั่ว”
“อรุณสวัสดิ์ คุณสือ”
“กำลังจะไปไหนเหรอครับ”
“กะจะเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วก็จะกลับแล้วล่ะครับ” ลั่วหยางตอบเรียบๆ
“ให้ผมเดินเป็นเพื่อนไหม ผมรับบทไกด์ให้คุณได้นะ”
“ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไร ผมดูแค่อึดใจเดียวก็จะไปแล้ว” ลั่วหยางตัดบทอย่างสุภาพ
ทว่าสือเฟยกลับไม่ยอมถอย ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ กดเสียงต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ “หมอลั่ว… คุณคือขมังเวทตัวจริง ใช่ไหม”
ลั่วหยางนิ่ง ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เดิมทีเขาไม่ได้คิดระแวงอะไร แต่การที่สือเฟยมาดักรอแบบนี้ หมอนี่ต้องมีวาระซ่อนเร้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“ผมรู้ว่าคุณงัดดวงตาข้างนั้นออกมาแล้ว” สือเฟยโยนหินถามทาง สายตาจับจ้องทุกปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
คิ้วข