มย้ำด้วยความระแวง
ลั่วหยางยิ้มขำ “ไม่แล้วล่ะครับ ขืนมันยังแผ่พลังอยู่… ป่านนี้พวกคุณที่ยืนออตรงนี้คงโดนสิงกันไปหมดแล้ว”
คำตอบนั้นทำเอาหม่าจงหัวโล่งอกราวกับยกภูเขาซานซิงตุยออกจากอก เขาตบไหล่ลั่วหยางดังป้าบ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “เสี่ยวลั่ว ขอบใจนายจริงๆ! ถ้าไม่ได้นาย พิพิธภัณฑ์เราคงแย่แน่”
“เรื่องเล็กน้อยครับ…” ลั่วหยางตอบหน้าตาย “วันหลังถ้ามีเรื่องวิญญาณหลุดสิงคนแบบนี้อีก ผู้อำนวยการก็กริ๊งสายตรงหาผมได้เลย”
หม่าจงหัวถึงกับชะงัก รอยยิ้มค้างเติ่ง “… ”
ไอ้เวรเอ๊ย เรื่องนรกแตกพรรค์นี้เกิดแค่ครั้งเดียวฉันก็อายุสั้นลงไปสิบปีแล้ว แกยังอยากให้มันเกิดซ้ำสองอีกเรอะ!
จังหวะนั้นเอง ศาสตราจารย์หัวรั้นอย่างซูชางหมิงก็จับสังเกตได้ เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางโพล่งถาม “เสี่ยวลั่ว ฉันจำได้แม่นว่าบนด้ามดาบมันมี ‘ดวงตา’ ประหลาดเกาะอยู่นี่นา… ทำไมตอนนี้มันถึงอันตรธานหายไปแล้วล่ะ”
“อ้อ…” ลั่วหยางปั้นหน้าซื่อตาใส “ต้นตอของวิญญาณร้ายมันสิงอยู่ในดวงตานั่นแหละครับ พอผมทำพิธีถอนวิญญาณจนเสร็จสิ้น ดวงตานั่นรับสภาพไม่ไหวก็เลยสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปเอง”
ซูชางหมิงหรี่ตาจ้องหน้าลั่วหยางอย่างจับผิด แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบ