นก็ก้าวฉับๆ ออกมาจากห้อง
สือเฟย—นักบูรณะโบราณวัตถุที่ก่อนหน้านี้นอนรอความตาย บัดนี้กลับมีใบหน้าแดงระเรื่อมีเลือดฝาด ท่าทางกระปรี้กระเปร่าราวกับคนเพิ่งวิ่งจ็อกกิ้งยามเช้าเสร็จ ไร้ร่องรอยของคนป่วยติดเชื้อร่อแร่แม้แต่น้อย
รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของจางจื้อแข็งค้าง ก่อนจะแตกสลายยับเยินในเสี้ยววินาที
หม่าจงหัวหลุดหัวเราะลั่น ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “ฮ่าๆ สมกับที่เป็นหมอเทวะจริงๆ ลงมือปุ๊บหายปั๊บ… ทีไอ้บางคนน่ะ แค่สาเหตุโรคยังหาไม่เจอด้วยซ้ำ ดันมีหน้ามาตั้งข้อสงสัยในฝีมือหมอเทวะลั่ว กลับไปชะโงกดูเงาตัวเองในกะลาบ้างก็ดีนะ”
เขาตอกกลับความอัดอั้นตันใจทั้งหมดทิ้งอย่างสะใจ
“เป็นไปไม่ได้” จางจื้อหน้าถอดสี แต่ยังดึงดันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ รีบงัดข้ออ้างขึ้นมาโจมตีหน้าด้านๆ “คนไข้เดินได้ไม่ได้แปลว่าหายขาด ไวรัสตาเปล่ามองไม่เห็นหรอก ต้องผ่านเครื่องสแกนตรวจเช็กอย่างละเอียดถึงจะยืนยันได้”
ลั่วหยางส่ายหน้าอย่างระอา “หัวหน้าแผนกจาง… การยอมรับว่าตัวเองกระจอกมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ฉันไม่ได้แพ้” จางจื้อตวาดคอเป็นเอ็น “อย่าคิดนะว่าฉันจะดูปาหี่ของแกไม่ออก แกต้มฉันไม่ได้หรอก”
รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนมุมปากของลั่วหยาง “ผ