หน้าจะฝืนเดินได้ ก็อย่าเพิ่งรีบโยนรถเข็นทิ้ง เส้นประสาทรอบๆ มันยังบอบบาง ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกระยะ”
หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้วครับ ผมจะจำไว้”
สิบห้านาทีผ่านไป
ลั่วหยางยุติการรักษา เขาพยุงหลิวโย่วสุ่ยพลิกตัวกลับมานั่งบนโซฟา “คุณหลิว… ลองยกขาดูสิ”
หลิวโย่วสุ่ยสูดลมหายใจลึก ลองฝืนยกขาขวาขึ้น ทันทีที่สมองสั่งการ เส้นประสาทก็ตอบสนองทันควัน ขาขวายกขึ้นได้อย่างง่ายดายและลื่นไหล... ง่ายกว่าที่จินตนาการไว้หลายร้อยเท่า
“ฮ่าๆๆ ฉันยกขาได้แล้ว หมอเทวดาตัวจริงเสียงจริง” หลิวโย่วสุ่ยระเบิดหัวเราะลั่น เอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
ประจวบเหมาะกับที่เจียงเยว่เดินพ้นประตูเข้ามาพอดี พอเห็นเจ้านายยกขาได้แถมยิ้มร่าเหมือนเด็ก หล่อนก็ชะงักอึ้ง ก่อนรีบถลาเข้ามาด้วยความตื่นเต้น “พ่อบุญธรรม ขาของพ่อหายแล้วเหรอ”
สองพ่อลูกที่ไร้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดโผเข้ากอดกันกลม
“ถ้าจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านเนี่ย ผมต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเหรอครับ” ลั่วหยางโพล่งแทรกขึ้นมาดื้อๆ
เสียงหัวเราะชะงักกึก
สายตาของเจียงเยว่และหลิวโย่วสุ่ยตวัดขวับมาจ้องหน้าลั่วหยางเป็นตาเดียว
นายจำเป็นต้องหน้าเงินทำลายบรรยากาศซึ้งๆ ขนาดนี้ด้วยเหรอวะ