ตื่นตั้งนานแล้ว ลุงยังมัวแต่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่เลย” ซ่งเหม่ยฉีสวนขวับ รอยยิ้มของคุณลุงลั่วถึงกับค้างเติ่ง
“เหม่ยฉี พูดจาไม่มีหูรูดอีกแล้ว ขอโทษคุณลุงเดี๋ยวนี้” เยี่ยจือเอ็ดเสียงเข้ม
ซ่งเหม่ยฉีหัวเราะคิกคัก “คุณลุงลั่วไม่ถือสาหรอก ใช่ไหมคะ”
ลั่วหยางเดินเข้าไปลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ “น่ารักขนาดนี้ ใครจะโกรธลง”
เยี่ยจือลอบถอนใจ “คุณตามใจแบบนี้ เดี๋ยวเด็กคนนี้ก็เสียคนหรอก” พูดจบเธอก็เพิ่งตระหนักว่าประโยคเมื่อครู่มันชวนให้คิดลึกซะเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง พวงแก้มจึงซับสีระเรื่อ
ลั่วหยางเองก็แอบทำตัวไม่ถูก รีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ “พี่เยี่ย เมื่อคืนบอกว่าตู้เย็นโล่งไม่ใช่เหรอครับ แล้วนี่เสกมื้อเช้ามาจากไหน”
“ในตู้มีข้าวสารเหลืออยู่ถุงนึง ป้าแม่บ้านก็ปลูกผักไว้สวนหลังบ้าน ฉันเลยเด็ดมาทำอะไรง่ายๆ นั่งเถอะ เดี๋ยวโจ๊กจะชืดหมด” เยี่ยจืออธิบาย
ขณะที่ทั้งสามลงมือทานมื้อเช้า
“คุณลุงลั่ว รีบรักษาหนูสิคะ หายเมื่อไหร่หนูจะขอท้าแข่งวิ่ง” เด็กน้อยเซ้าซี้
ลั่วหยางหลุดขำ “หนูเป็นเด็กที่ไม่กลัวหมอที่สุดเท่าที่ลุงเคยเจอมาเลยนะ”
ซ่งเหม่ยฉีเชิดหน้า ภูมิใจนำเสนอ “แหงสิคะ หนูเป็นเด็กดีที่หนึ่งนี่นา”
เยี่ยจือห