เลยหรือไม่?”
ถานจวี่กั๋วส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ผมยอมให้ไอ้เด็กพวกนั้นว่างๆ แล้วกลับมาหาผมดีกว่า พูดคุยกัน ให้ผมด่าสักยกหรือผมจะให้เงินพวกเขาก็ได้…”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “บรรพบุรุษก็ไม่ต่างกัน พวกเขากลับมาครั้งหนึ่งไม่ง่าย พวกเขาอยากเห็นความกตัญญูด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แท่นสูงที่มีของกินเป็นกอง คนจากไปแล้ว ดูของพวกนี้มีประโยชน์อะไร?”
หวังโอ้วกุ้ยกล่าว “ทำใหญ่ บรรพบุรุษก็จะได้บารมีไปด้วยนี่”
“เช่นนั้นประสกคิดว่าข้างล่างเป็นยังไง ประสกเคยไปดูไหม?” ฟางเจิ้งถามกลับ
หวังโอ้วกุ้ยเงียบไป…
ฟางเจิ้งพูดต่อว่า “อาตมาก็ไม่เคยไป ข้างล่างเป็นยังไงคนเป็นไม่รู้ ใช้สายตาคนเป็นมองโลกคนตายก็เปรียบได้กับประสกเอารองเท้าที่ใส่สบายของตนไปใส่ให้เท้าช้าง เขาจะสบายไหม? ในเมื่อไม่รู้ก็สู้ใช้ความจริงใจ กตัญญูพวกเขาด้วยความจริงใจไม่ดีกว่าหรือ ไม่ว่าจะเป็นโลกคนเป็นหรือโลกคนตาย มีของสิ่งหนึ่งที่มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงใจ”
ทุกคนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว…
เจียงโจวพูด “อยู่มานานขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคำพูดแบบนี้เป็นครั้งแรก เคยเจอไต้ซือกับคนรวยในเมือง มีแต่คนอยากให้เผาเงินทองเพื่อแสดงความกตัญญูของตน ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว พวกเขาไม่ได้กตัญญู