จริงๆ แต่แค่โอ้อวดตัวเองเท่านั้น…”
ก่วนเสียงเฟิงพูด “ผมเคยเจอเศรษฐีคนหนึ่ง เผาเฟอรารี่ทีสิบคัน…ตอนนี้มาคิดๆ ดูก็โง่จริงๆ”
ฟางเจิ้งยิ้ม “เผาเยอะ นอกจากเป็นมลภาวะทางอากาศกับประกาศความคิดที่เหม็นสาบของตนแล้วก็ไม่มีคุณค่าอะไรเลย บางทีอาจเป็นการแสดงถึงหน้าตาของคนเป็น ทว่าบรรพบุรุษล่ะ? ใจไม่ถึง เผาสมบัติมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ไม่กตัญญู ถ้าใต้ดินมีใครรู้ บรรพบุรุษอาจจะถูกหัวเราะเยาะเอาได้…”
พูดถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งหยุดชะงักไปครู่หนึ่งถึงพูดต่อ “โลกมีวิญญาณหรือไม่ไม่มีใครรู้ ทว่าตั้งแต่โบราณมาการเซ่นไหว้เป็นประเพณีสืบทอดความกตัญญูอย่างหนึ่ง ถ้าการเซ่นไหว้บรรพบุรุษกลายเป็นการโอ้อวดง่ายๆ ไม่มีการสืบทอดวัฒนธรรมความกตัญญู ครอบครัวหนึ่งก็จะสิ้นวัฒนธรรมไป ไม่มีวัฒนธรรม ต่อให้เงินทองที่เหลืออยู่มากกว่านี้ ทว่าคุณธรรมไม่รับความมั่งคั่งทุกสรรพสิ่ง ไม่ช้าก็เร็วต้องเรือล่มจมน้ำตาย”
ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็เหมือนมีความคิด พากันพยักหน้า
เจียงโจวพูดปลงอนิจจัง “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านน่าจะเอาคำพูดพวกนี้ไปพูดที่ห้องเรียน…”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมามีความรู้น้อยนิด ไม่กล้าขึ้นไปยืนบนเวทีหรอก คนที่เข้าใจก็เข้าใจกว่าอาตมา คนที่ไม่เข้าใจ อาตมา