?”
“ไม่มีอะไรไม่ดี เอาแบบนี้แหละ!” หลี่จิ้งชูสวนกลับ
สวีเหยียนพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ ก่อนถลึงตามองคนที่อยู่ในห้องแวบหนึ่ง “มองอะไร? รีบไปนัดลูกค้า”
ตอนนี้เอง มือถือในกระเป๋ากางเกงสวีเหยียนดังขึ้น ฟางเจิ้งฟังเสียงแล้ว ทำไมเพลงถึงคุ้นหูนัก? สวีเหยียนควักออกมา ฟางเจิ้งมองไป นั่นไม่ใช่มือถือเขาหรอกหรือ?
สวีเหยียนมองสายที่โทรเข้ามือถือฟางเจิ้งอย่างชัดเจนพลางขมวดคิ้วแน่น แต่ก็ไปต่อไม่ได้แล้วจึงส่งมือถือมา ทว่ากลับไม่ให้ฟางเจิ้ง เพียงแค่กดปุ่มลำโพง วางไว้ตรงหน้าฟางเจิ้ง นิ้วมือ อเขาวางที่ปุ่มปิดเสียงตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าสวีเหยียนไม่ไว้ใจฟางเจิ้งเลย จึงเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ขอแค่ฟางเจิ้งพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดก็จะปิดเสียงทันที ถ้ากดปุ่มปิดเสียงนี้ ฟางเจิ้งจะขาดการติดต่อกับอีกฝ่ายไป
ฟางเจิ้งเข้าใจสิ่งเหล่านี้แน่นอน แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ และกดรับสาย
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง หลายวันมานี้ท่านไปไหนมา?” ปลายสายคือหวังโอ้วกุ้ย
ฟางเจิ้งตอบ “อาตมามาหาเพื่อน ประสกหวังมีอะไรรึเปล่า?”
“ไม่มีอะไร ลูกบ้านหยางหวาใกล้จะคลอดแล้ว เขากลัวว่าท่านจะไม่กลับมาเลยร้อนใจนิดๆ ผมเลยช่วยมาถามให้…” หวังโอ้วกุ้ยพูด
“วางใจได้ ถึงเวลาแล้วอาตมาต้องกลับ