วยกันเป็นพรหมลิขิต แค่กรนเอง ไม่เป็นไร”
หลายคนซึ่งเดิมทีกำลังไม่พอใจที่เสียเงินพลันเอ่ยขึ้น
“เอาละ พวกแกนอนกรน แต่ละคนเสียงดังกันทั้งนั้น มาพูดตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นหรอก หลวงพี่พูดดีกว่า…”
ฟางเจิ้งหัวเราะตอบ ทุกคนคุยกันชั่วครู่ก็พากันเข้านอน ทว่าอากาศร้อน จึงนอนไม่หลับ…
แต่ว่าบางคนกลับนอนหลับไปแล้ว จากนั้น…
‘ครอก! ครอก!’
เสียงกรนสนั่นฟ้าดังขึ้น ซุนผู่ที่ไม่ง่ายเลยกว่าจะง่วงตกใจลุกขึ้นนั่ง ข้างๆ ก็เหมือนกับศพขยับ คนที่นอนเรียงแถวพากันตกใจลุกขึ้นนั่ง แต่ละคนมองหน้ากัน สุดท้ายมองไปที่ต้นตอเสียงกรน…ฟางเจิ้ง!
“ไอ้เวร มิน่าถึงพูดดีจัง ที่แท้เขาก็กรนดังกว่าเรารวมกันอีก…” คนที่นอนกรนคนหนึ่งด่าว่า
“ซุนผู่ ทำไงดี? เสียงดังแบบนี้จะนอนยังไง?” ผู้หญิงคนหนึ่งบ่น
“เธอถามฉัน ฉันจะไปถามใคร เมื่อกี้พวกเธอยังคุยโม้กันอยู่เลย บอกว่านอนกรนไม่เป็นไรไม่ใช่รึไง? ทีตอนนี้ไม่พูดล่ะ?” ซุนผู่ว่า
“เมื่อกี้นายก็พูดด้วยไม่ใช่รึไง ทำไมตอนนี้มาโทษพวกเรา?” คนหนึ่งพูดขึ้น
ซุนผู่ตอบอย่างมีเหตุผล “ใช่ ดังนั้นฉันเลยไม่ปลุกเขาไง”
“นายไม่ปลุก ฉันก็ไม่ปลุก”
“ถ้าอย่างนั้นทุกคนทนไปด้วยกันเถอะ”
‘ครอก!’ เสียงกรนสนั่นฟ้าดังอีกครั้ง ไม่รู้