ว่าทำไมเสียงนั้นถึงเหมือนดังข้างหู สะเทือนจนแต่ละคนเจ็บกกหู
ซุนผู่อุดหูพลางด่าทอ “แม่งเอ๊ย นี่ไม่ใช่เสียงกรนแล้ว นี่มันฟ้าผ่า!”
คนอื่นด่าทอตาม จงใจพูดเสียงดัง ต้องการจะปลุกฟางเจิ้ง ทว่าพวกเขาก็พบสิ่งที่น่าเศร้าคือ พวกเขาเพิ่มเสียงแล้ว เสียงกรนของฟางเจิ้งก็เพิ่มตาม เสียงกรนนั้นดังสนั่นจนทุกคนพากันกอดหัว กดหมอน ม้วนผ้าห่ม ทำทุกวิถีทางแล้ว
“อดทนไว้ อีกสักพักอาจจะไม่กรนแล้ว” ซุนผู่กล่าว
ผลคือสิบนาทีผ่านไป
‘ครอก! ครอก!’
สามสิบนาทีผ่านไป
‘ครอก! ครอก!’
“เชี่ย ทนไม่ไหวแล้ว ฉันจะออกไปนอนข้างนอก!” ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ลุกขึ้นหอบผ้าปูที่นอนออกไป
“ฉันก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน จะไปข้างนอก” ผู้หญิงคนหนึ่งถือหมอนและผ้าห่มออกไปด้วย
“ฉันก็ไปเหมือนกัน…”
สามสิบนาทีต่อมา ในห้องเหลือเพียงซุนผู่ เขามองห้องที่ว่างเปล่าพลางฟังเสียงฟ้าผ่าข้างๆ สุดท้ายซุนผู่ก็ยอมแพ้ หอบผ้าห่มออกไปเช่นกัน
รอจนทุกคนไปแล้ว ฟางเจิ้งลืมตาขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะเก็บอภินิหารความฝันยามต้นข้าวฟ่างแล้วพลิกตัวนอนต่อ
วันต่อมา ไก่ในหมู่บ้านยังไม่ขัน ฟางเจิ้งก็ตื่นนอนแล้ว เขาชินกับการนอนเร็วตื่นเช้า มองๆ ในห้องที