ริงๆ ปกติจะกัดกักก่านน้ำมันพืชรอบหนึ่งและใส่เกลือเท่านั้น มีรสชาติอ่อนมาก แต่อาหารเจข้างนอกต่างออกไป อย่างน้อยก็ใส่เครื่องปรุงรสอย่างเช่นต้นหอม ข่าและกระเทียม รสชาติจึงถือว่าใช้ได้
ดังนั้นแล้ว…
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง ทำไมท่านทานไม่กี่คำก็ไม่ทานแล้วล่ะ?” อี้หังกินข้าวคำใหญ่พลางถามด้วยความแปลกใจ
ฟางเจิ้งยิ้มตอบ “อาตมาอิ่มแล้ว” แต่ในใจคิดว่า ‘กินไปได้ยังไง? ไอ้นี่กินยากชะมัด…เจ้าอี้หังกลืนลงไปได้ยังไงกัน? ช่างเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ…’
อี้หังถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านทานน้อยขนาดนี้เลยหรือ”
“ใช่ ปกติตอนเย็นอาตมาจะทานน้อยมาก” ฟางเจิ้งว่า
“ที่แท้ก็แบบนี้เอง อาจารย์อาตมาก็เหมือนกัน ท่านเริ่มไม่ทานข้าวเย็นเพื่อโปรดสัตว์ แต่อาตมาไม่ไหว ไม่ทานมื้อหนึ่งหิวจะแย่ นอนไม่หลับด้วย” อี้หังกล่าว จากนั้นกินข้าวไปคำใหญ่
ฟางเจิ้งมองอี้หังที่กินอย่างเอร็ดอร่อย รู้สึกเพียงว่าในท้องว่างเปล่า หิวแล้ว!
จ๊อกๆ…
“หืม? เสียงอะไร?” อี้หังมองฟางเจิ้งแปลกๆ
ฟางเจิ้งแหงนหน้ามองมุมยอดเพิง “สมกับเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ หลังนี้สร้างได้ดีจริงๆ”
อี้หังแหงนหน้ามองตาม ก่อนส่ายหน้าบอก “หลังนี้สร้างทีหลัง คานบ้านทำจากปู