ไหลไม่หยุดบนเสี้ยวหน้ายิ้มแก้มปริ หยดลงบนพื้นดังแปะๆ หลู่ฮุยก็ร้องไห้เช่นกัน นานเท่าไรแล้ว? หนึ่งวัน? สองวัน? หนึ่งเดือน? สองเดือน? เขาลืมไปแล้ว ตั้งแต่ที่หลู่เจิ้งถูกรถชน ครอบครัวนี้เหมือนเข้าสู่ช่วงผ่านวันเหมือนผ่านปี ผ่านวินาทีเหมือนผ่านวัน อยู่ในเงามืดไร้แสงตะวัน ทุกวันช่างยาวนาน นานจนอยากจะตะโกนด้วยความโกรธ บางสิ่งที่กดทับอยู่ในใจหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะระเบิดทรวงอกแตกกระจาย
ซูอวิ๋นไม่เคยยิ้ม เขาก็ไม่เคยยิ้ม กลางดึกซูอวิ๋นจะซ่อนตัวในห้องน้ำ ถือผลวินิจฉัยแอบร้องไห้ เขาเองก็ปาดน้ำตาตรงจุดที่ไม่มีใคร นั่งสูบบุหรี่และดื่มสุราอย่างหนักในห้องรับแขก…
ช่วงเวลานั้นเหมือนกับนรกบนดิน!
มีช่วงหนึ่งที่หลู่ฮุยมองไม่เห็นความหวัง จนกระทั่งวันนี้ได้เห็นบุตรชายอยู่บนสนามบาส เห็นร่างเขาวิ่งไปมา เห็นใบหน้ารอยยิ้มเจิดจรัสนั้นอีกครั้ง หลู่ฮุยร้องไห้โฮ กอดบ่าซูอวิ๋นพลางพึมพำ “ร้องไห้ทำไม นี่เป็นเรื่องดี…เรื่องดี…”
นอกสนามบาส ฟางเจิ้งยิ้มอบอุ่นพลางมองทุกอย่างตรงหน้า จีวรสีขาวสะบัดผ่านกลางสายลมอ่อนๆ มีเอกลักษณ์สะอาดบริสุทธิ์เพิ่มมาหลายส่วน
เด็กสาวหลายคนเห็นภาพนี้ต่างเกิดความลุ่มหลง…
เดิมทีฟางเจิ้งหน้าตาไม่แย่