่นบาสด้วยกันก็ไม่เลว”
หลู่เจิ้งยิ้มขมขื่น “ผมเป็นแบบนี้จะเล่นบาสได้เหรอครับ” พูดจบก็มองสองขาตัวเองด้วยแววตามัวหมอง
ฟางเจิ้งกล่าวว่า “ก่อนลงตึก ประสกมั่นใจว่าตนจะลงบันไดได้ไหม เข็นรถเข็นลงบันไดไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นกันได้ง่ายๆ นะ”
หลู่เจิ้งเงียบไป
ฟางเจิ้งพูดต่อ “เพราะความรัก เพราะความชอบ ความรักกับความชอบทำให้ประสกไม่กลัว ทำให้กล้าหาญและเข้มแข็ง! ถ้าอย่างนั้นเดินออกไปดูเพื่อความรักในใจสักหน่อยเป็นยังไง?”
ฟางเจิ้งพูดจบก็หมุนตัวเดินไปด้านนอก แสงตะวันสาดลงมาบนตัวเขา ฟางเจิ้งไม่ได้หันไปมอง เพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “มีขาก็ไม่แน่ว่าจะเล่นบาสได้ ไม่มีขาก็ไม่แน่ว่าจะเล่นบาสไม่ได้ มิหนำซ้ำ ประสกยังมีขา!”
ว่าจบฟางเจิ้งก็เดินไป หมาป่าเดียวดายหันกลับมามองหลู่เจิ้ง เอียงหัวสื่อว่าให้ตามมันไป
หลู่เจิ้งมองหมาป่าเดียวดายแล้วมองแผ่นหลังฟางเจิ้ง พูดงึมงำว่า “ใช่ คนมากมายมีขา แต่พวกเขาเล่นบาสไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีขาก็ไม่แน่ว่าจะเล่นบาสไม่ได้! อีกอย่างเรายังมีขา! อีกอย่างเราแค่ไปดูเอง…”
คิดถึงตรงนี้ หลู่เจิ้งผลักรถเข็นออกไป เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสอากาศสดชื่นข้างนอก แสงตะวันแสบตา เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หรี่ตาลง ความรู้สึกนี้คุ้นเคยแต่ก็แปลกไปเช่นกัน ตอนนั้นทุกอย่างนี้ธรรมดามากสำหรับเขา แต่ตอนนี้กลายเป็นล้ำค่าอย่างยิ่ง