ายยืนอยู่ตรงกลางบันได ไม่ได้ตามลงมาด้วย
“นะ…นายไม่ได้ตามฉันเหรอ?” หลู่เจิ้งงุนงง
“อมิตาพุทธ ประสก ประสกทำด้วยตัวเองได้ ทำไมต้องให้คนอื่นช่วยล่ะ” ขณะนี้เองมีเสียงสวดนามพุทธองค์ดังขึ้น หลวงจีนจีวรขาวเดินมาจากตรงมุมเลี้ยวบันได หลวงจีนรูปนี้ขาวสะอาดทั้งตัว ใบหน้าไม่ถือว่าหล่อเหลาเป็นพิเศษ แต่กลับให้ความรู้สึกเที่ยงธรรมเป็นมงคล ชวนให้คนใจสงบ
“ท่าน…” หลู่เจิ้งพลันพบว่าใต้ตึกมีคนอยู่ ในใจจึงเกิดความตึงเครียดในฉับพลัน การพูดติดขัดนิดๆ
ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย “อาตมาฟางเจิ้ง เจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี นั่นคือจิ้งฝ่าผู้ปกปักของอาตมา ประสก ลงตึกมันยากสำหรับประสกหรือ?”
หลู่เจิ้งมองหลวงจีนผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นราวแสงตะวัน เวลาเดียวกันก็พบเรื่องน่าตกใจ เขาเหมือนจะไม่ต่อต้านหลวงจีนรูปนี้ เพราะในแววตาอีกฝ่ายไม่มีการดูถูก เห็นใจ หรือสงสารที่เขาหวาดกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่ปฏิบัติต่อคนทั่วไปมากกว่า เขาชอบความรู้สึกนี้ เขาไม่ชอบที่คนอื่นมองเขาตนด้วยสายตาแปลกๆ ไม่ว่าจะเจตนาร้ายหรือเห็นใจก็ตาม!
หลู่เจิ้งมองฟางเจิ้งพลางว่า “ตอนเริ่มก็ยากนิดๆ พอชินแล้วไม่ยากครับ”
ฟางเจิ้งยิ้ม เรียกหมาป่าเดียวดายมา “ไปกันเถอะ ไปดูแข่งบาสกัน”
หมาป่าเดียวดายวิ่งลงมา มองหลู่เจิ้งทีหนึ่ง สะบัดหัวราวกับกำลังพูดว่า ‘ไปด้วยกันสิ!’
หลู่เจิ้งลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “ผม…ผมดูอยู่ตรงนี้ก็ได้”
ฟางเจิ้งพูดยิ้มๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ดูเถอะ ถ้าเป็นไปได้ ไปเล