าคือสุนัข คือสัตว์ที่ช่วยด้วยเจตนาดี เขากลับรับไว้ด้วยความยินดี ความรู้สึกนี้แปลกมาก อย่างน้อยเขาก็คิดว่าสัตว์บริสุทธิ์ ถ้าช่วยเขาคือช่วยเขาจริงๆ และสัตว์ช่วยเหลือคนก็เห็นได้ยาก ประสบการณ์แบบนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจมาก
ครั้งนี้หลู่เจิ้งปรับท่าทางอีกครั้ง จับราวจับไว้อย่างมั่นคง พอแน่ใจว่ามั่นคงแล้วจึงเอ่ยกับหมาป่าเดียวดาย “ฉันได้แล้ว”
หมาป่าเดียวดายค่อยๆ ปล่อยปากออก สรุปคือหลู่เจิ้งอยู่บนบันไดอย่างมั่นคง
หลู่เจิ้งเริ่มคลายมือออกช้าๆ รถเข็นลงไปข้างล่างทีละนิด เมื่อเคลื่อนไปได้นิดหน่อยจะหันกลับไปมองหมาป่าเดียวดาย หมาป่าเดียวดายตามเขามาทีละก้าวราวกับเทพพิทักษ์ของเขา มีมันอยู่ หลู่เจิ้งเลยวางใจได้อย่างเต็มที่ สุดท้ายเขาก็ลงบันไดขั้นนี้ได้สำเร็จ
หลู่เจิ้งทำมือเหมือนได้ชัยชนะให้หมาป่าเดียวดาย หมาป่าเดียวดายเองก็ส่งสายตาให้ไปต่อเช่นกัน
หลู่เจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก หันกลับมองยังบันไดขั้นต่อไป เอ่ยด้วยความแน่วแน่ว่า “ฉันไหว!”
พูดจบ หลู่เจิ้งก็ลงบันไดต่อ ขยับลงไปทีละน้อยๆ ตอนเริ่มยังหันไปมองหมาป่าเดียวดาย ทว่าเมื่อถึงช่วงท้าย เพราะจริงจังมากเกินไปหรือไม่ก็เชื่อมั่นเกินไป เขาจึงไม่หันกลับไปมองอีก แต่ค่อยๆ ลงไป หลู่เจิ้งพบสิ่งที่น่าตกใจระคนดีใจคือ ตัวเขาเข็นรถเข็นลงบันไดคนเดียวได้สำเร็จ! เขาตื่นเต้นกับความรู้สึกภาคภูมิใจนั้นอย่างยิ่ง พอหันตัวกลับไปมองหมาป่าเดียวดายก็พบสิ่งที่น่างุนงง หมาป่าเดียวด