“หือ?” หลู่ฮุยมองฟางเจิ้งอึ้งๆ กรรมมีผลสนอง จะบิณฑบาตเปล่าๆ ไม่ได้ เช่นนั้นนักบวชรูปนี้มาบ้านเขาเพราะมีเป้าหมาย?
ฟางเจิ้งยิ้มๆ ก่อนมองไปยังห้องของหลู่เจิ้ง “อาตมาอยู่ใต้ตึก เห็นดวงตาเปี่ยมด้วยความปรารถนาคู่หนึ่ง แต่ส่วนลึกในดวงตานั้นกลับสิ้นหวัง ประสก เล่าเรื่องของดวงตาคู่นั้นให้อาตมาฟังหน่อยได้ไหม?”
หลู่ฮุยตะลึงไปอีกครั้ง จากนั้นตกเข้าสู่ความเงียบ
ฟางเจิ้งไม่เร่งรัด แต่รออยู่เงียบๆ
ผ่านไปพักหนึ่ง หลู่ฮุยยังคงเงียบ ตอนนี้ซูอวิ๋นยกกับข้าวทั้งหมดออกมาแล้ว ยิ้มบอกอย่างเกรงใจนิดๆ ว่า “หลวงพี่ พวกท่านกินไปก่อนเลย ฉันจะเอาข้าวไปให้ลูก”
พูดจบ ซูอวิ๋นถือชามที่มีข้าวและกับข้าวเดินเข้าห้องของหลู่เจิ้ง
ฟางเจิ้งมองไป เห็นในห้องดำมืด หน้าต่างปิดอยู่ มองไม่เห็นอย่างอื่นอีกเพราะประตูถูกปิดแล้ว
ตอนนี้เอง มีเสียงต่ำดังแว่วมาข้างหูฟางเจิ้ง “ข้างในนั้นคือหลู่เจิ้งลูกชายผมเอง พวกเราเรียกเขาว่าเสี่ยวเจิ้ง เด็กคนนี้ชอบเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก น่าเสียดาย…ประสบอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ ขาสองข้างถูกชน จากนั้นมาก็ยืนไม่ได้ หมอบอกว่ายังมีความหวังว่าจะยืนได้ แต่ว่าริบหรี่มาก สิ้นหวังมาก เขาจะขังตัวเองอยู่ในห้องทุกวัน ไม่พบหน้าใครเลย
จากวันนั้นมาเขาแทบไม่เคยโกรธ ไม่เคยยิ้ม เหมือนเสียจิตวิญญาณไป ไม่คิดอะไรแล้ว ไม่สนใจอะไรเลย ไม่เคยถาม คล้ายตัดขาดจากโลก
พอซื้อรถเข็นให้เขา ก็แค่ใช้ไปห้องน้ำบางครั้ง ปกติจะไม่ใช้เลย เอาแต่