นอนบนเตียง เหม่อมองฝ้าเพดาน หลายวันมานี้พวกเด็กๆ เริ่มมาเล่นบาสกัน ตอนนี้เสี่ยวเจิ้งจะมองไปนอกหน้าต่าง…แต่พอเด็กพวกนั้นไปแล้ว เสี่ยวเจิ้งจะเงียบยิ่งกว่าเดิม ของที่คนคนหนึ่งเคยมี ไม่แน่ว่าจะรักทะนุถนอม ทว่าตอนที่เขาเสียมันไปถึงเข้าใจความล้ำค่าในนั้น! เดิมทีเสี่ยวเจิ้งมีขาที่สมบูรณ์ วิ่งได้ กระโดดได้ เล่นบาสก็ใช้ได้…ตอนนี้…ตอนนี้มาเห็นคนอื่นเล่นบาสอีก ผมกลัวว่าเขาเห็นแล้วจะสะเทือนใจเสียใจ ก็เลยไล่เด็กพวกนั้นไป
แต่ว่าเสี่ยวเจิ้งเหมือนจะเงียบกว่าเดิม…พูดตามจริงนะครับ ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมยังทำอะไรเพื่อเขาได้อีก”
หลู่ฮุยพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็แหบพร่าเล็กน้อย พ่อคนหนึ่งเห็นลูกตัวเองค่อยๆ นิ่งเงียบ อยู่ไม่สู้ตาย ความเจ็บปวดที่เขาได้สัมผัสไม่น้อยไปกว่าหลู่เจิ้งเลย เป็นพ่อคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเจ็บปวดสักแค่ไหนก็ได้แต่อดทน เพราะเขาเข้าใจว่าแขนของตนคือเสาเอกของฟ้าผืนสุดท้ายที่ค้ำยันลูกไว้ ถ้าเขาล้ม ลูกจะหมดหนทางช่วยจริงๆ
“เฮ้อ พูดเรื่องพวกนี้ทำไมกัน…” หลู่ฮุยบ่นด้วยความขมขื่น หยิบแก้วสุราขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ก่อนที่มือจะสั่นเทา ฝืนยิ้มพูดว่า “ขอโทษครับ”
“ประสก อาตมาเลิกสุราแล้ว ประสกไม่ใช่นักบวช ตามสบายเถอะ” ฟางเจิ้งเข้าใจเจตนาของหลู่ฮุย
หลู่ฮุยพยักหน้า กระดกแก้วดื่มรวดเดียวหมด ลมหายใจถึงดีขึ้นมาหน่อย เพียงแต่ดวงตาแดงกว่าเดิม
ฟางเจิ้งมองห้องของหลู่เจิ้ง “คนที่ประสบเองมักมองปัญหาไม่ออก คน