ที่อยู่รอบกายกลับมองทะลุเห็นความเป็นไป ในมุมมองอาตมา เสี่ยวเจิ้งไม่ได้ยอมแพ้จริงๆ กลับกัน ในใจเขายังมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วง เขายังไม่ได้ละทิ้งตัวเองทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ดูการแข่งบาส คงนอนอยู่บนเตียงกลายเป็นคนกึ่งเป็นกึ่งตาย”
“หือ?!” หลู่ฮุยเงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงง มองฟางเจิ้ง ในดวงตาฉายประกายแห่งความหวังวูบวาบ เขาไม่ใช่คนโง่ ฟางเจิ้งพูดแบบนี้จึงเข้าใจ! จริงด้วย ถ้าในใจสิ้นหวังถึงที่สุดแล้ว จะดูแข่งบาสทำไม?
คิดถึงตรงนี้ หลู่ฮุยพูดด้วยเสียงสะอื้นอยู่บ้าง “ขอหลวงพี่ช่วยชี้แนะด้วยครับ”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าพลางว่า “นี่ไม่ใช่โรคของขา แต่หัวใจกำลังป่วย อาตมามีวิธี แต่ต้องให้พวกโยมร่วมมือด้วย”
“ร่วมมือ? ร่วมมือยังไงครับ?” หลู่ฮุยมึนงง
ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย แล้วกระซิบข้างหูหลู่ฮุยสองสามประโยค
หลู่ฮุยว่า “นี่…พวกเขาจะตกลงเหรอครับ”
“ต้องดูที่ประสกแล้ว อาตมาช่วยได้แค่นี้” ฟางเจิ้งตอบ
หลู่ฮุยตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ถึงกัดฟันบอก “ตกลง! ได้ครับ!”
หลังกินอาหารเที่ยงเสร็จ ฟางเจิ้งยังไม่เห็นหลู่เจิ้ง แต่นี่ไม่สำคัญแล้ว เขาเอ่ยลาซูอวิ๋นกับหลู่ฮุย ออกจากเขตเล็กเยียนกว่าง ก่อนจะตรงไปบ้านของหวังคุน
สิ่งที่ฟางเจิ้งแปลกใจเล็กน้อยคือ เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านหวังคุนกลับได้ยินเสียงเอะอะมาจากในบ้าน ประตูไม่ได้ปิดไว้ พอเปิดออกดู เห็นเฉินเหว่ย หวังคุน และกลุ่มนักบาสกลุ่มใหญ่อยู่กันครบ! กำลังดื่มเบียร์ ร้องเพลงส่งเส