ับขอทานไหม?”
หลู่ฮุยขมวดคิ้ว “มันก็…ใกล้เคียงกัน”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “ในสมัยราชวงศ์หมิง จักรพรรดิจูหยวนจางแบ่งปุถุชนออกเป็นสามขั้นเก้าระดับ ในนั้นขอทานคือระดับสิบ และเป็นระดับสุดท้าย ในสามลัทธิเก้าอาชีพ ขอทานก็อยู่รั้งท้ายเช่นกัน จากตรงนี้จะเห็นว่าคนจีนดูถูกการขอทาน เพราะว่าการขอทานเท่ากับได้มาโดยไม่ต้องทำงาน คนจึงดูถูก ดังนั้นแล้วหลังจากพุทธศาสนาเข้ามาในจีน แม้ชาวจีนจะยอมรับพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ยอมรับการบิณฑบาตเหมือนขอทาน เพราะพวกเขาคิดว่าบิณฑบาตคือขอทาน
แต่ว่าการบิณฑบาตกับการขอทานนั้นต่างกัน เป้าหมายของการบิณฑบาตไม่ได้กำหนดว่าจะต้องบิณฑบาตเป็นของอะไร เป็นแค่ข้ออ้างให้นักบวชออกจากวัด หลอมรวมเข้าสู่ทางโลก สัมผัสวิถีชีวิตคนหลากหลายเท่านั้น หากไม่เห็นวิถีชีวิตคนที่หลากหลาย จะฝึกโพธิจิต[1]ได้อย่างไร? จะสำเร็จอรหันต์ได้อย่างไร?
นักบวชใช้การขออาหารผูกมนุษยสัมพันธ์ในวงกว้าง ดังนั้นถึงเรียกว่าบิณฑบาต กรรมมีผลสนอง บิณฑบาตเปล่าๆ ได้ที่ไหน”
………………………………..…..………
[1] โพธิจิต หมายถึงจิตที่มุ่งต่อการตรัสรู้เพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก