ล่ย เซี่ยเหมิ่งและหลินอิ๋งตะลึงงัน นี่มันไก่หรือวะ? คุกเข่าโขกหัวได้ด้วย! แถมยังร้องไห้! ร้องไห้โฮเสียงดัง! นี่มันมีสติปัญญารึเปล่า?
ฟางเจิ้งไม่สนใจสายตาตื่นตะลึงของพวกเขา แต่พูดยิ้มๆ “ลุกขึ้นเถอะ จะต้องลงหม้อนั้นไหมต้องดูที่ตัวเอง ประสกเต้นรำอะไรได้ก็รีบเต้นเถอะ เวลามีไม่มากแล้ว”
หลินจื้อเฉิงร้องขึ้น “ไต้ซือ ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ จากนี้ไปผมจะไม่เข้าป่าล่าสัตว์อีก จะไม่จ้างคนมาลักลอบล่าสัตว์อีก! ขอร้องล่ะครับ ปล่อยผมไปเถอะ!”
“หลวงพี่ ดูท่าไก่นี่น่าจะเต้นไม่ได้ ท่านยอมแพ้เถอะ” ตอนนี้เองหลินเหล่ยถามเย้ยเยาะนิดๆ
“แกหุบปากไปเลย!” หลินจื้อเฉิงหันกลับไปตะคอก แต่ก็พบว่าเขาไม่ใช่หลินจื้อเฉิงคนเดิมแล้ว จะมีสิทธิ์อะไรไปเอ็ดตะโรใส่หลินเหล่ย?
“ลูกไก่นี่กล้าตะคอกใส่ฉัน? อีกเดี๋ยวฉันจะตุ๋นแก!” หลินเหล่ยถลึงตามองมาทีหนึ่ง
หลินจื้อเฉิงเกิดความหนาวเหน็บในใจ ก่อนมองฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งประนมสองมือ “อมิตาพุทธ ประสก รีบเต้นเถอะ”
หลินจื้อเฉิงจนปัญญาแล้ว เขากัดฟันส่ายก้น ก้าวขาสั้นๆ ร่างกายอวบอ้วนส่ายไปมา แม้ท่าทางจะไม่เข้าที่นัก แต่มีความรู้สึกของจังหวะที่แน่นอน และยังเหมือนจะใช้ได้!
พอเห็นนกฮาเซลกรูทส่ายก้น ก้าว