้ว…”
เฮ่อหมิงพยักหน้ายิ้มๆ ตาม “ครับ ม้าแก่สองตัวนี้สร้างคุณูปการครั้งใหญ่ จากนี้พวกคุณต้องเลี้ยงมันจนแก่นะ”
ผู้ใหญ่บ้านเหลยหัวเราะเสียงดัง “แน่นอนครับ”
ระหว่างพูดอยู่นี้ก็แจกจ่ายน้ำเสร็จแล้ว ก่อนมีอาสาสมัครคนหนึ่งหัวเราะเบาๆ พลางเดินตามพวกชาวบ้านไป
ฟางเจิ้งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกเขาจะไปไหนกัน?”
“ทุกคนมากันหลายครั้งแล้ว ต่างมีเพื่อนที่ดีในหมู่บ้าน ปกติตอนเย็นจะไปพักบ้านอีกฝ่าย” เฮ่อหมิงอธิบาย
ผู้ใหญ่บ้านเหลยกล่าว “เอาล่ะ ทุกคนก็อย่ามัวยืนอยู่ตรงนี้เลย ไปเถอะ แบบเดิม เตรียมกินข้าว”
ฟางเจิ้งงงงัน ยังกินข้าวอีก?
เด็กแดงตาเปล่งประกาย ถามขึ้น “มีเนื้อหรือไม่?”
ผู้ใหญ่บ้านเหลยอึ้ง เนื้อ?
ฟางเจิ้งยกมือจะเขกหัวเด็กแดง แต่ผู้หญิงคนนั้นรีบอุ้มเด็กแดงไปข้างๆ แล้วต่อว่าด้วยความโมโห “หลวงจีน ทำไมถึงจะตีโดยไม่คุยกันก่อนล่ะ? เมื่อกี้พูดกับท่านไปไม่เข้าใจเลยเหรอ? เป็นหลวงจีนก็ไม่ควร…%¥#……¥&am”
ฟางเจิ้งพลันยกมือยอมแพ้ “อมิตาพุทธ ประสกเหลย ศิษย์อายุยังน้อยไม่รู้ความ อย่าถือสาเลยนะ นักบวชจะกินเนื้อได้ยังไง?”
ผู้หญิงคนนั้นกลับแย่งพูดก่อน “นักบวชกินเนื้อไม่ได้ แต่เด็กยังไม่ปลงผม นั่นหมายความว่ายังไม่ได้ออกบวชอย่างสมบูรณ์ กินเนื้อแค่คำสองคำก็ไม่ได้เหรอ? เด็กยังเล็ก เป็นวัยกำลังโต…”
ฟางเจิ้งมองบน เขาหมดคำจะพูดกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ กังวลกว้างไปรึเปล่า?
เฮ่อหมิงรีบพูด “เหยาอวี่ซิน นั่นศิษย์ของหลวงพี