ต้ดินไม่มีน้ำแล้วก็เป็นแบบนี้…”
หยางผิงดึงแตงโมข้างล่างออก แตงโมข้างบนจึงตกลงมาทันที
“หน้าดินถล่ม?!” หวังโอ้วกุ้ยร้องตกใจ
“หลุมใหญ่?” ถานจวี่กั๋วใช้คำที่มีพลังในการบรรยายจริงๆ
ฟางเจิ้งพูด “นั่นมันอันตรายมากไม่ใช่เหรอ?”
หยางผิงพยักหน้า “อันตรายมากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นี่เป็นเพียงความเป็นไปได้หนึ่ง ดังนั้น…”
“ดังนั้นยังไง? พวกเรายังมีวิธีอื่นอีกไหม?” หวังโอ้วกุ้ยยิ้มแห้งๆ
ถานจวี่กั๋วกล่าว “ปรับแก้นาน้ำให้หมด เปลี่ยนเป็นนาแห้ง”
“แต่ว่าราคาของข้าวโพดช่วงหลายปีมานี้…กลัวว่าเปลี่ยนแล้วจะขายไม่ออก” หวังโอ้วกุ้ยค้าน
ฟางเจิ้ง “อมิตาพุทธ พวกโยม อาตมามีวิธี”
“วิธีอะไร?” ถานจวี่กั๋วถาม
ฟางเจิ้ง “ง่ายมาก ตอนนี้ป่าไผ่ยังเติบโตได้ต่อ สู้ใช้ที่นาปลูกไผ่หนาวดีกว่าไหม ถึงไผ่หนาวจะต้องการน้ำสูงเช่นกัน แต่ขอเพียงฝนตกก็เติบโตได้ ทนความแห้งแล้งได้สักระยะหนึ่งเลย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ตายก็ตายไป ถึงยังไงมันก็โตเร็ว พอฝนตกก็จะงอกมาใหม่”
“นี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง พวกเราเริ่มบุกเบิกไผ่แล้ว ต้องใช้เวลา จะผลีผลามไม่ได้ ถึงยังไงพวกเราก็ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ต้องวางแผนให้ดีสักระยะหนึ่งก่อน อีกอย่างคนที่ใช้น้ำก็ไม่ใช่แค่หมู่บ้านพวกเรา ตอนนี้ทั้งภูมิภาคแห้งแล้ง หลายหมู่บ้านเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน” ถานจวี่กั๋วพูด
ฟางเจิ้งไม่นึกเลยว่ามันจะแล้งถึงเพียงนี้ จึงถาม “หากแห้งแล้งต่อไปจะเป็นยังไง?”
“ไม่ได้เก็บเ