ฟางเจิ้งพบว่าตั้งแต่ที่ตนมีลูกศิษย์เหล่านี้ งานของตนก็น้อยลงเรื่อยๆ
ตอนนี้เองเด็กน้อยสวมตู้โตวสีแดงขยับวูบไหวผ่านข้างหน้าไป
ฟางเจิ้งพลันนึกอะไรออกจึงว่า “จิ้งซิน”
เด็กแดงกำลังแบกถังน้ำอยู่ หันมามองแล้วถาม “อาจารย์ มีอะไรรึ?”
ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย “ครั้งก่อนพวกเราเคยพูดกันเรื่องตัดผมไม่ใช่รึ?”
เด็กแดงได้ยินแบบนั้นก็วิ่งหนีไป พริบตาเดียวออกจากวัด ตะโกนอยู่ไกลลิบว่า “อาจารย์ ท่านจำผิดแล้ว ไม่มี ไม่มีสักหน่อย!”
ฟางเจิ้งมองเงาแผ่นหลังเด็กแดงพลางส่ายหน้าอย่างจำใจ “เด็กคนนี้ ทำไมถึงห่วงหัวตัวเองแบบนี้? หัวโล้นไม่ดีหรือ? อย่างน้อยสระผมก็สะดวกสบาย!”
ฟางเจิ้งถือวัชรสูตรเดินเข้าไปในอุโบสถ นั่งอยู่ตรงหน้ามู่อวี๋ เคาะดังต๊อกๆ รวมสมาธิศึกษาวัชรสูตร ทุกครั้งที่อ่านหนึ่งรอบจะเกิดการตระหนัก รู้สึกเพียงว่าในใจว่างเปล่า สติปัญญาโลดแล่น รู้สึกสบายไปทั้งตัว
วันใหม่ ชีวิตฟางเจิ้งสบายขึ้นอีกครั้ง สวดมนต์ เล่นกับหมาป่า สบายอกสบายใจ ทว่าไม่นานก็ไม่สบายใจแล้ว…
“อาจารย์ สถานการณ์ไม่ค่อยจะดีแล้ว” เด็กแดงแบกถังเปล่ามาตรงหน้าฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งถาม “ทำไมไม่มีน้ำ?”
เด็กแดงเงยหน้ามองฟ้า “ข้าก็ไม่รู้ เดาว่าคงไม่มีฝนตกมานานเกินไป ถึงอย่างไรตาน้ำพุก็ไม่มีน้ำผุดมาแล้ว จะทำอย่างไรดี?”
ฟางเจิ้งขมวดคิ้วแน่น ตาน้ำพุกลางภูเขาเอกดรรชนีมีน้ำตลอดสี่ฤดูหนึ่งปี ผ่านมาหลายปีไม่เคยขาดมาก่อน ทำไมปีนี้ถึงไม่มีน้ำไปได้?
ฟางเจิ้งพูด “อ