ายๆ แบบนั้นทำให้ฟางเจิ้งค่อนข้างเลื่อมใส…
“ระบบ ทำไมนักบวชที่ฉันเจอส่วนใหญ่ถึงใจนิ่งดั่งขุนเขา รู้สึกเหมือนนักบวชเฒ่าเข้าฌานเลย แต่เล่อเทียนให้อีกความรู้สึกหนึ่ง มีพลังชีวิตงอกงาม ราวกับหน่ออ่อนแตกขึ้นมาจากดิน? หรือว่าพุทธสู้เต๋าไม่ได้?” ฟางเจิ้งไม่เข้าใจ
“เมื่อกี้นายยังบอกอยู่เลยว่าวิธีต่างกันแต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน ทำไมพอมาถึงทีตัวเองแล้วกลับสงสัย? เห็นใจเห็นชีวิต นายมองไม่เห็นเจตนาเดิมของตัวเองจะมองเห็นชีวิตได้อย่างไร? ในด้านการบำเพ็ญเพียร นักพรตเต๋าเล่อเทียนเดินไปไกลกว่านาย เขาเห็นใจเห็นชีวิตแล้ว ทั้งยังตระหนักเต๋าแห่งชีวิตของตัวเองจากธรรมชาติ นั่นเหมือนกับชีวิตใหม่ที่แตกหน่อออกมาจากดินชั่วนิรันดร์ เขามองอะไรจะแปลกใหม่ จะสวยงามและมีสีสันตลอด แต่นาย ยังคงอยู่ในฝุ่นขมุกขมัว…นี่จะใช้อภินิหารแก้ไขไม่ได้ นายต้องตระหนักด้วยตัวเอง” ระบบตอบ
ฟางเจิ้งอึ้งไปนิดๆ ก่อนถอนหายใจ “สรุปคือเส้นทางบำเพ็ญเพียรพุทธศาสนายาวไกล ฉันยังห่างชั้นอยู่หลายขุม เร็วๆ นี้มีคนเรียกฉันว่าไต้ซืออย่างนู้นอย่างนี้ แต่มันไม่เป็นความจริง”
“ตอนนี้นายมีพื้นฐานที่ดี แต่ประสบการณ์ยังน้อยเกินไป ยังอ่อนเรื่องทางโลกมากเกินไป บางครั้งมองไม่เห็นก็ไม่เข้าใจ ในเมื่อมีประตูไร้ลักษณ์แล้ว ลองออกไปดูหน่อยไหม ดูโลกกว้างใหญ่นี่ซะ” ระบบกล่าว
ฟางเจิ้งพยักหน้าเหมือนมีความคิด สื่อว่าเข้าใจ
เขาพาเด็กแดงเดินหนึ่งรอบ ตอนที่มาถึงวัดแสงตะวันร