ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้ว เป็นอย่างที่ระบบว่าไว้จริงๆ จะถ่ายทอดคัมภีร์กันง่ายๆ ไม่ได้ จะแจกจ่ายของมั่วซั่วไม่ได้! ไม่อย่างนั้นไม่เพียงแต่ไม่มีค่า แต่ยังสร้างปัญหาเยอะ
ดังนั้นวันที่สองฟางเจิ้งจึงวางป้ายไว้ว่าห้ามขุดหน่อไม้บนยอดเขา!
คนจากแปดหมู่บ้านสิบลี้ตอนนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าฟางเจิ้งเป็นใคร? ทุกคนได้ยอมรับฟางเจิ้งเป็นนักบวชมหัศจรรย์นานแล้ว ฟางเจิ้งบอกว่าห้ามขุด พวกชาวบ้านจึงไม่ขุดทันที ทว่านักท่องเที่ยวไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น ยังคงไปขุดกัน แม้แต่ป้ายของฟางเจิ้งยังไม่รู้เลยว่าถูกใครดึงออกแล้วโยนทิ้งไป
ฟางเจิ้งจนปัญญา จึงเตะหมาป่าเดียวดายทีหนึ่ง “จิ้งฝ่า นายต้องออกโรงแล้ว”
หมาป่าเดียวดายมองฟางเจิ้งด้วยความขมขื่นในใจ เวลาทำเรื่องไม่ดีมักเป็นมันตลอด…ตอนที่โยนความผิดก็เป็นมันอีก ทำไมชีวิตมันถึงขมขื่นแบบนี้!
หมาป่าเดียวดายหอนไปทีหนึ่งก่อนพุ่งทะยานไป นั่งยองอยู่ข้างป่าไผ่ ขอเพียงมีคนเข้าใกล้ไผ่หนาว มันจะแยกเขี้ยวทำท่าทางกระหายเลือดทันที ในที่สุดพวกนักท่องเที่ยวก็ตกใจกลัว
แต่ว่า…
“เจ้าหมา กินซาลาเปาสิ เราเป็นเพื่อนสนิทกันนะ ฉันจะขุดหน่อไม้สักสองหน่อโอเคไหม?”
“เจ้าหมา กินกระดูกสิ กระดูกติดเนื้อนะ”
“น่องไก่ไหม…”
ทว่าหมาป่าเดียวดายชำเลืองตามองพวกเขาด้วยสีหน้ามองคนปัญญาอ่อน ก่อนกวาดกระดูกติดเนื้อ น่องไก่และซาลาเปากลับไปอย่างไม่เกรงใจ หมาป่าเดียวดายไม่ใช่หมาโง่ ผีก็รู้ว่าในนั้นมียาพิษหรือไม่