“คือ…” ผู้หญิงตกอยู่ในห้วงความเงียบ ผ่านไปพักหนึ่งถึงตอบกลับ “ไต้ซือ พูดจริงๆ นะคะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…ตอนนี้ฉันคงได้แค่เดินไปทีละก้าว”
“สีกา ได้ยินว่าขาไม่ดีนี่?” ฟางเจิ้งถามด้วยความเป็นห่วง
ผู้หญิงเงียบไปครู่หนึ่ง “ยังไหวค่ะ ไต้ซือ ลูกตื่นแล้ว ค่อยคุยทีหลังนะคะ”
ฟางเจิ้งรู้สึกได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก ที่ไว้ค่อยคุยทีหลังนั่นเพราะความดื้อรั้นกับความมุ่งมั่น เธอเป็นคนเข้มแข็งและอดทน ไม่อยากให้ใครเห็นใจ และไม่อยากให้ใครมาดูแลอะไรทำนองนี้
หลังจากวางสาย ฟางเจิ้งกลับวัดไปสวดมนต์ อ่านหนังสือ
ยามเย็น เด็กคนนั้นโทรมาอีกจริงๆ แต่ครั้งนี้ฟางเจิ้งเก้อเขินแล้ว
“พ่อครับ แม่บอกว่าพ่อเป็นตำรวจ เล่าเรื่องจับคนเลวให้เป่าเป่าฟังได้ไหมครับ?”
ฟางเจิ้งมองบน เรื่องจับคนเลว? เขาอยากจะเล่า แต่จะเล่าอะไรล่ะ? ทว่าก็ปิ๊งความคิดขึ้นมา เขาเปิดลำโพงมือถือ ก่อนกดออกไปหน้าข้างนอก เข้าอินเทอร์เน็ตค้นหาเรื่องตำรวจของชื่อคนแรก จากนั้นเล่าเรื่องให้เด็กฟังเป็นตอนๆ เด็กน้อยหลอกง่าย ไม่คิดเลยว่าเขาจะเชื่อ…
คุยกันสักครู่ แม่เด็กเอามือถือไป เห็นได้ว่าเธอไม่อยากให้ลูกตนรบกวนเวลาคนจิตใจดีมากเกินไป
“ขอบคุณนะคะไต้ซือ วันนี้เขามีความสุขมาก อาการป่วยดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อีกสักช่วงหนึ่งก็คงออกจากโรงพยาบาลได้” น้ำเสียงผู้หญิงมีความสุขสบายขึ้นหลายส่วน
ฟางเจิ้งยิ้มกล่าว “อมิตาพุทธ อย่างนั้นก็ดี สีกา ตอนนี้อาตมายังไม่รู้เลยว่า