เมื่อได้ฟังว่าเด็กน้อยแอบพูดอย่างนี้ในโทรศัพท์ ผู้หญิงที่นั่งเก้าอี้หมุนอยู่ข้างๆ น้ำตาไหล พยายามหันไปมองนอกหน้าต่าง ปล่อยให้น้ำตารินไหลมาเป็นสาย…เพียงแค่ริมฝีปากสั่น แกะที่รองแขนเก้าอี้หมุน เธออยากร้องไห้ อยากร้องไห้จริงๆ เปล่งเสียงร้องไห้โฮ! แต่ทำไม่ได้…เธอรู้ว่าจะแสดงด้านอ่อนแอต่อหน้าลูกไม่ได้เด็ดขาด กระทั่งแสดงด้านอ่อนแอต่อหน้าสังคมไม่ได้ ถ้าเธออ่อนแอ ยอมแพ้ นอนหมอบลง ก็จะไม่มีความกล้ายืนขึ้นมาอีก
ฟางเจิ้งได้ฟังเด็กน้อยก็รู้สึกเศร้าในใจ ตอนเขายังเด็กก็เคยพูดแบบเดียวกัน ตอนนั้นวัดเอกดรรชนียากจนเกินไป แถมด้วยสาเหตุการเป็นนักบวช ฟางเจิ้งไม่เคยกินเนื้อเลย แต่มีครั้งหนึ่งเขาป่วย ไปอยู่บ้านถานจวี่กั๋ว ถานจวี่กั๋วเคยแอบป้อนเนื้อให้เขา ตอนนี้มาคิดๆ ดูยังจำกลิ่นหอมเนื้อได้ ต่อมาเขาร้องขอหลวงจีนหนึ่งนิ้วว่าอยากกินเนื้อ สรุปคือถูกตีไปยกหนึ่ง แต่หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป เขาเห็นหลวงจีนหนึ่งนิ้วนั่งร้องไห้อยู่หลังวัด…จากนั้นมาเขาก็ไม่เคยร้องขอกินเนื้ออีก
จนถึงตอนนี้ฟางเจิ้งมีระบบคอยดูแลเป็นหลักๆ อีกอย่างที่สำคัญคือเพราะยากจน! ส่วนหลักการเป็นพรวนใหญ่ที่พูดกับเด็กแดงก่อนหน้าก็เพียงแค่จะอุดปากพวกเขาเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแต่ละคนได้โวยวายว่าจะกินเนื้อกันแน่ แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร? ขายตัวเขาก็ยังกินไม่ได้ ส่วนสถานการณ์ทางด้านเด็กคนนั้น อาจจะไม่ต่างกัน
ดังนั้นฟางเจิ้งเลยสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวเบาๆ