ูดด้วยหน้าตาน่าสงสาร “อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว จากนี้ไปสัญญาว่าจะไม่พูดมั่วอีก ขอร้องล่ะปล่อยข้าไปเถอะ”
ฟางเจิ้งหัวเราะทีหนึ่ง เขาเตรียมไปสวดมนต์จริงๆ ไม่นึกเลยว่ายังได้ผลที่ไม่คาดคิด จึงพยักหน้า “เห็นแก่ที่ศิษย์จริงใจแบบนี้ กินอาหารว่างในมือให้หมดแล้วไปเข้านอนเถอะ”
เด็กแดงได้ยินแบบนั้นจึงรีบหยิบหินมากินอย่างมูมมาม เคี้ยวดังกรุบๆ ก่อนเช็ดปากแล้วหายวับไป เขารู้แล้วว่าการสู้กับฟางเจิ้งตรงๆ จะเป็นการหาเรื่องให้ตัวเองมากกว่า ทุกอย่างต้องวางแผนระยะยาว
ฟางเจิ้งจะเข้าอุโบสถ ก็หยิบมือถือออกมาดูโดยไม่รู้ตัว แต่มีสายเข้าพอดี เบอร์ยังคงเป็นของเด็กคนนั้น
ฟางเจิ้งตรึกตรอง สุดท้ายรับสาย
“ฮัลโหล ใช่พ่อไหม?” น้ำเสียงเด็กมีการเฝ้ารอคอยมาก
ฟางเจิ้งยิ้มนิดๆ “ใช่”
“ว้าว! พ่อจริงๆ ด้วย! แม่ๆๆ! ผมโทรหาพ่อติดแล้ว! พ่ออยู่ปลายสาย! ผมรู้ว่าต้องเป็นอย่างนี้ หุๆ…” น้ำเสียงเด็กน้อยมีความดีใจไม่มีสิ้นสุด ฟางเจิ้งสัมผัสถึงความสุขของอีกฝ่ายผ่านโทรศัพท์ วินาทีนั้นเขาพลันรู้แล้วว่าการโกหกเหมือนจะคุ้มค่ามาก
“หืม?” เสียงเบาดังขึ้น เห็นได้ชัดว่ามารดาของอีกฝ่ายเพิ่งตื่นนอน
“แม่ ผมโทรหาพ่อติดด้วย พ่อยังอยู่ไหม? ผมดีใจมากเลย เมื่อไรพ่อจะกลับมาหาเป่าเปาล่ะ? เป่าเปาคิดถึงพ่อมาก แม่บอกว่าพ่องานยุ่งมาก ต้องจับคนเลว” ปากเด็กน้อยพูดรัวเป็นกองราวกับปืนกล
ฟางเจิ้งได้ฟังข้อมูลที่มีประโยชน์เล็กน้อยเช่นกัน ตอบกลับไปว่า “ยังอยู่”
“แม่